www.avaccount.com > บอร์ดบัญชีและภาษี

ขอตัวอย่างการเขียนระเบียบข้อบังคับบริษัท

(1/2) > >>

นิศากร:
ขอตัวอย่างการเขียนระเบียบข้อบังคับของบริษัท ใครมีตัวอย่างให้ดูบ้าง ขอบคุณค่ะ

อ้วน:
ผมมีแต่ข้อบังคับในการทำงาน  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อบังคับของบริษัทฯ  และไม่จำเป็นต้องมีหน้าตาเหมือนผมนะครับ  เพราะแต่ละกิจการก็มีโครงสร้าง และการจัดตำแหน่งที่แตกต่างกัน  อีกทั้งเงื่อนไขก็ต่างกัน  พอดูไว้เป็นตัวอย่างนะครับ



ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน

ชื่อสถานประกอบกิจการ   บริษัท   จำกัด    

สถานที่ตั้ง    เลขที่  

ประกอบกิจการ  

จำนวนลูกจ้าง    

1.    วันทำงาน  เวลาทำงานปกติ  และเวลาพัก

1.1   วันทำงาน

ทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน        

เวลาทำงานปกติ

เวลา  8.30  น. ถึงเวลา  17.00 น.

1.2   เวลาพัก

ระหว่างการทำงานปกติ

เวลา  12.00 น.  ถึงเวลา  13.00  น.

ก่อนการทำงานล่วงเวลา

ในกรณีที่มีการทำงานล่วงเวลาต่อจากเวลาทำงานปกติไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง  ให้ลูกจ้างพัก  20 นาที

นาที  ก่อนเริ่มทำงานล่วงเวลา  

2.     วันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุด

        2.1   วันหยุดประจำสัปดาห์

                 จำนวน  1  วัน

 นายจ้างจ่ายค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์แก่ลูกจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงาน  (สำหรับลูกจ้างรายวัน รายชั่วโมง หรือตามผลงานไม่จ่ายค่าจ้าง)   

         2.2 วันหยุดตามประเพณี  ลูกจ้างจะได้หยุดโดยได้รับค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานไม่น้อยกว่าปีละ  13 วัน ดังนี้

1.  วันปีใหม่    

2.  วันตรุษจีน 2  วัน                              

3.  วันสงกรานต์   3  วัน

4.  วันแรงงานแห่งชาติ

5.  วันวิสาขบูชา

6.  วันเข้าพรรษา                                         7.  วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระบรมราชินีนาถ    8.  วันปิยมหาราช

9.  วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ10. วันรัฐธรรมนูญ

11. วันสิ้นปี



      ถ้าวันหยุดตามประเพณีวันใดตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์  ให้หยุดชดเชยวันหยุดตามประเพณีนั้นในวันทำงานถัดไป

         2.3 วันหยุดพักผ่อนประจำปี  ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีโดยได้รับค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงาน ปีละ 6 วันทำงาน  ทั้งนี้   นายจ้างจะกำหนดล่วงหน้าให้ หรือตามที่ตกลงกัน ซึ่งจะจัดให้หยุดภายในปีถัดไป เว้นแต่ได้ตกลงกันสะสมและเลื่อนวันหยุดที่ยังไม่ได้หยุดในปีนั้นรวมเข้ากับปีต่อๆไป แต่ต้องหยุดภายใน 2 ปี

3.     หลักเกณฑ์การทำงานล่วงเวลาและการทำงานในวันหยุด

        หลักเกณฑ์

   ในกรณีที่งานมีลักษณะหรือสภาพของงานต้องทำติดต่อกันไป ถ้าหยุดจะเสียหายแก่งาน  หรือเป็นงานฉุกเฉิน  นายจ้างจะให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน  หรือทำงานในวันหยุดรวมถึงล่วงเวลาในวันหยุดได้เท่าที่จำเป็น  โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อน

   ในกรณีที่มิใช่งานตามวรรคหนึ่ง  นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน  หรือทำงานในวันหยุด  รวมถึงล่วงเวลาในวันหยุดได้เป็นครั้งคราว  โดยจะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นแต่ละคราวไป

   การทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน  ทำงานในวันหยุด  และล่วงเวลาในวันหยุด  สำหรับงานตามวรรคสอง   ต้องไม่เกินสัปดาห์ละ 36 ชั่วโมง

   ส่วนงานขนส่งทางบก นายจ้างจะให้ลูกจ้างทำหน้าที่ขับขี่ยานพาหนะ  ทำงานล่วงเวลา  เมื่อได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกจ้างแล้ว  โดยจะทำงานล่วงเวลาไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง เว้นแต่มีความจำเป็นอันเกิดจากเหตุสุดวิสัย  อุบัติเหตุ หรือปัญหาการจราจร   

          ค่าล่วงเวลา

   3.1 ถ้าให้ลูกจ้างทำงานเกินเวลาทำงานปกติในวันทำงาน  ลูกจ้างจะต้องได้รับค่าล่วงเวลาในอัตรา  ดังนี้

-     ไม่น้อยกว่า    หนึ่งเท่าครึ่ง  ของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ หรือ

-     ไม่น้อยกว่า   หนึ่งเท่าครึ่ง   ของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้  

สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

3.2 ถ้าให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุดเกินเวลาทำงานของวันทำงาน  ลูกจ้างจะได้รับค่าล่วงเวลาในวันหยุดในอัตรา ดังนี้

-    สามเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ หรือ

-    สามเท่าของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้สำหรับลูกจ้าง  ซึ่งได้

รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

          ค่าทำงานในวันหยุด

   3.3  ลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด   วันหยุดประจำสัปดาห์  วันหยุดประเพณีและวันหยุดพักผ่อนประจำปี  ถ้ามาทำงานในวันหยุดดังกล่าว  จะได้รับค่าทำงานในวันหยุดเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำหรือของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

   3.4  ลูกจ้างที่ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์  ถ้ามาทำงานในวันหยุดดังกล่าว  จะได้รับค่าทำงานในวันหยุดไม่น้อยกว่าสองเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ  หรือของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

4.      วันและสถานที่จ่ายค่าจ้าง  ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุด

4.1 ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้าง  ค่าล่วงเวลา  ค่าทำงานในวันหยุด  ค่าล่วงเวลาในวันหยุด  และ  เงินผลประโยชน์อื่นเนื่องในการจ้างให้แก่ลูกจ้างทุกวันสิ้นเดือน  เว้นแต่จะได้ตกลงกันเป็นอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้าง โดยให้จ่าย ณ สถานที่ทำงานของลูกจ้าง ถ้าจะจ่าย ณ สถานที่อื่นและวิธีอื่น เช่น จ่ายผ่านธนาคาร ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง

4.2  ในกรณีเลิกจ้าง  หรือลูกจ้างลาออกจากงานก่อนถึงกำหนดเวลาจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ฯลฯ นายจ้างจะต้องจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างภายใน 3 วัน นับแต่วันที่เลิกจ้างหรือลูกจ้างลาออกจากงาน

 5.      วันลาและหลักเกณฑ์การลา

5.1 การลาป่วย    ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง     โดยได้รับค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงาน

ตลอดระยะเวลาที่ลาแต่ปีหนึ่งไม่เกิน 30 วันทำงาน

   การลาป่วยตั้งแต่ 3 วันทำงานขึ้นไป  นายจ้างจะให้ลูกจ้างแสดงใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่ง  หรือสถานพยาบาลของทางราชการก็ได้  เช่น  สถานีอนามัย  ถ้าลูกจ้างไม่อาจแสดงใบรับรองของแพทย์หรือสถานพยาบาลดังกล่าวได้  ให้ลูกจ้างชี้แจงให้นายจ้างทราบ ถ้านายจ้างจัดแพทย์ไว้ให้แล้ว ให้แพทย์นั้นเป็นผู้ออกใบรับรอง  เว้นแต่ลูกจ้างไม่สามารถให้แพทย์นั้นตรวจได้

   วันที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น  เนื่องจากการทำงาน หรือลาคลอดบุตร  ไม่ถือเป็นวันลาป่วย

   5.2 การลาเพื่อทำหมัน  ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อทำหมันได้และมีสิทธิลาเนื่องจากการทำหมันตามระยะเวลาที่แพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งกำหนดและออกใบรับรอง โดยได้รับค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตามระยะเวลาที่ลา

   5.3 การลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็น ลูกจ้างมีสิทธิลาได้  6 วันโดยไม่ได้รับค่าจ้าง

   5.4 การลาเพื่อรับราชการทหาร  ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อรับราชการทหารในการเรียกพลเพื่อตรวจสอบ  เพื่อฝึกวิชาทหาร หรือ เพื่อทดลองความพรั่งพร้อมตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหารโดยได้รับค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลาแต่ไม่เกินปีละ 60 วัน (ยกเว้นการเกณฑ์ทหาร)

   5.5 การลาเพื่อฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้  

ข้อ 1 ให้ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถโดยได้รับ   ในกรณีดังต่อไปนี้

   (1) เพื่อประโยชน์ต่อการแรงงานและสวัสดิการสังคม  หรือการเพิ่มทักษะความชำนาญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของลูกจ้าง

(2)    การสอบวัดผลทางการศึกษาที่ทางราชการจัดหรืออนุญาตให้จัดขึ้น  

การฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถตาม (1) จะต้องมีโครงการหรือหลักสูตรและกำหนด

ช่วงเวลาของโครงการหรือหลักสูตรที่แน่นอนและชัดเจน

ข้อ 2  ในการลาเพื่อการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถของลูกจ้าง  ให้ลูกจ้างแจ้งถึงเหตุที่ลาโดยชัดแจ้ง  พร้อมทั้งแสดงหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ถ้ามีให้นายจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนวันลาเพื่อเข้ารับการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถ เมื่อนายจ้างอนุญาตแล้ว จึงหยุดงานเพื่อการดังกล่าวได้  

ข้อ 3  นายจ้างอาจไม่อนุญาตให้ลูกจ้างลาเพื่อการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถในกรณี ดังต่อไปนี้

(1)   ในปีที่ลานั้น  ลูกจ้างเคยได้รับอนุญาตให้ลาเพื่อการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถมา

แล้วไม่น้อยกว่าสามสิบวันหรือสามครั้ง หรือ

(2)   นายจ้างได้แสดงให้เห็นว่าการลาของลูกจ้างอาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทบต่อการ

ประกอบธุรกิจของนายจ้าง

เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการทำงานของเด็ก  ให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปี  มีสิทธิลาเพื่อเข้าประชุมสัมมนา  รับการอบรม รับการฝึก  หรือลาเพื่อการอื่น ซึ่งจัดโดยสถานศึกษา  หรือหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน  ที่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน  เห็นชอบโดยให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็ก  แจ้งให้นายจ้างทราบล่วงหน้าถึงเหตุที่ลาโดยชัดแจ้ง  พร้อมทั้งแสดงหลักฐานที่เกี่ยวข้อง  ถ้ามีและให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลาแต่ปีหนึ่งต้องไม่เกิน 30 วัน

5.6 การลาเพื่อคลอดบุตร  ลูกจ้างมีครรภ์มีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตร  ครรภ์หนึ่งไม่เกิน 90 วัน  โดยรวมวันหยุดที่มีระหว่างเวลาวันลาด้วย และได้รับค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลาแต่ไม่เกิน45  วัน

อนึ่ง  ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ควรแจ้งให้นายจ้างทราบถึงการตั้งครรภ์   

ลูกจ้างหญิงมีครรภ์มีสิทธิขอให้นายจ้างเปลี่ยนงานในหน้าที่เดิมเป็นการชั่วคราวก่อนหรือหลังคลอดได้  โดยให้แสดงใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งที่รับรองไม่อาจทำหน้าที่เดิมต่อไปได้ และนายจ้างจะพิจารณาเปลี่ยนงานที่เหมาะสมให้แก่ลูกจ้างนั้น

6.     วินัยและโทษทางวินัย

6.1 ลูกจ้างต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน

6.2 ลูกจ้างต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งโดยชอบของผู้บังคับบัญชา

6.3 ลูกจ้างต้องมาปฏิบัติงานให้ตรงตามเวลา และลงบันทึกเวลาทำงานตามที่กำหนด

6.4 ลูกจ้างต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์  ไม่กลั่นแกล้งหรือจงใจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างหรือลูกจ้างด้วยกันเอง

6.5 ลูกจ้างต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันและเต็มความสามารถ

6.6 ลูกจ้างต้องปฏิบัติตามกฎแห่งความปลอดภัยในการทำงาน

6.7 ลูกจ้างต้องดูแลบำรุงรักษาเครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์การทำงานให้อยู่ในสภาพดีเป็นระเบียบเรียบร้อยตามความจำเป็นหรือตามควรแก่หน้าที่ของตน

6.8 ลูกจ้างต้องช่วยกันระมัดระวังและป้องกันทรัพย์สินใดๆ ในบริเวณที่ทำงานหรือโรงงาน  โดยมิให้สูญหายหรือเสียหาย จากบุคคลใดๆ หรือจากภัยพิบัติอื่นๆ เท่าที่สามารถจะทำได้

   6.9 ลูกจ้างต้องช่วยกันรักษาความสะอาด  ความเป็นระเบียบเรียบร้อยในบริเวณที่ทำงานหรือโรงงาน

   6.10 ลูกจ้างต้องไม่กระทำการทะเลาะวิวาท  หรือทำร้ายร่างกายบุคคลใดในบริเวณที่ทำงานหรือโรงงาน

   6.11 ลูกจ้างต้องไม่นำยาเสพติดผิดกฎหมาย หรืออาวุธที่มีอันตรายร้ายแรง  หรือวัตถุระเบิดเข้ามาบริเวณที่ทำงานหรือโรงงาน

   ลูกจ้างผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกพิจารณาลงโทษโดยการตักเตือนด้วยวาจา ตักเตือนเป็นหนังสือ ให้พักงาน หรือเลิกจ้าง   ตามสมควรแห่งความผิดที่ได้กระทำ

7.      การร้องทุกข์

7.1 ขอบเขตและความหมาย

   การร้องทุกข์  หมายถึง กรณีที่ลูกจ้างมีความไม่พอใจหรือมีความทุกข์อันเกิดขึ้นเนื่องจากการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสภาพการทำงาน  สภาพการจ้าง  การบังคับบัญชา  การสั่งหรือมอบหมายงานการจ่ายค่าตอบแทนในการทำงานหรือประโยชน์อื่น หรือการปฏิบัติใดที่ไม่เหมาะสมระหว่างนายจ้างหรือผู้บังคับบัญชาต่อลูกจ้างหรือระหว่างลูกจ้างด้วยกัน  และลูกจ้างได้เสนอความไม่พอใจหรือความทุกข์  นั้นต่อนายจ้าง เพื่อให้นายจ้างได้ดำเนินการแก้ไขหรือยุติเหตุการณ์นั้น  ทั้งนี้  เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง  และเพื่อให้ลูกจ้างทำงานด้วยความสุข

   7.2 วิธีการและขั้นตอน

   ลูกจ้างที่มีความไม่พอใจหรือมีความทุกข์เนื่องจากการทำงานดังกล่าวข้างต้น  ควรยื่นคำร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาโดยตรงหรือผู้บังคับบัญชาชั้นแรกของตนโดยเร็ว  เว้นแต่เรื่องที่จะร้องทุกข์นั้นเกี่ยวกับการปฏิบัติของผู้บังคับบัญชาดังกล่าวหรือผู้บังคับบัญชาดังกล่าวเป็นต้นเหตุก็ให้ยื่นคำร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาระดับสูงขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง

   การยื่นคำร้องทุกข์ให้กรอกข้อความลงในแบบพิมพ์ที่นายจ้างได้กำหนดขึ้น  (เพื่อให้เป็นแบบเดียวกัน  และได้ข้อมูลที่สำคัญครบถ้วน)

   7.3 การสอบสวนและพิจารณา

   เมื่อผู้บังคับบัญชาได้รับคำร้องทุกข์จากลูกจ้างแล้ว  ให้รีบดำเนินการสอบสวนเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงในเรื่องที่ร้องทุกข์นั้นโดยละเอียดเท่าที่จะทำได้  โดยดำเนินการด้วยตนเองหรือด้วยความช่วยเหลือจากนายจ้าง  ทั้งนี้  ลูกจ้างผู้ยื่นคำร้องทุกข์ชอบที่จะให้ข้อเท็จจริงโดยละเอียดแก่ผู้บังคับบัญชาด้วย

   เมื่อสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว  ให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาเรื่องราวร้องทุกข์นั้น  หากเป็นเรื่องที่อยู่ในขอบเขตของอำนาจหน้าที่ของผู้บังคับบัญชานั้นและผู้บังคับบัญชาสามารถแก้ไขได้  ก็ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการแก้ไขให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว  แล้วแจ้งให้ลูกจ้างผู้ยื่นคำร้องทุกข์ทราบพร้อมทั้งรายงานให้นายจ้างทราบด้วย

   หากเรื่องราวที่ร้องทุกข์นั้น  เป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ของผู้บังคับบัญชานั้นให้ผู้บังคับบัญชาดังกล่าวเสนอเรื่องราวที่ร้องทุกข์พร้อมทั้งข้อเสนอในการแก้ไขหรือความเห็นต่อผู้บังคับบัญชาระดับสูงขึ้นไปตามลำดับ

   ให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงขึ้นไปดำเนินการสอบสวนและพิจารณาคำร้องทุกข์เช่นเดียวกับผู้บังคับบัญชาระดับต้นที่ได้รับคำร้องทุกข์

   ผู้บังคับบัญชาแต่ละชั้นต้องดำเนินการเกี่ยวกับคำร้องทุกข์โดยเร็วอย่างช้าไม่เกิน 7 วัน

   7.4  กระบวนการยุติข้อร้องทุกข์

   เมื่อผู้บังคับบัญชาแต่ละชั้นที่ได้พิจารณาคำร้องทุกข์  ดำเนินการแก้ไขหรือยุติเหตุการณ์ที่เกิดการร้องทุกข์  และได้แจ้งให้ลูกจ้างผู้ยื่นคำร้องทุกข์ทราบ  หากลูกจ้างผู้ยื่นคำร้องทุกข์พอใจ  ก็ให้แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบโดยเร็ว  แต่ถ้าลูกจ้างผู้ยื่นคำร้องทุกข์ไม่พอใจก็ให้ยื่นอุทธรณ์  โดยกรอกข้อความที่อุทธรณ์ลงในแบบพิมพ์ที่นายจ้างได้กำหนดขึ้นและยื่นต่อผู้บังคับบัญชาสูงสุดภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ทราบผลการร้องทุกข์จากผู้บังคับบัญชาระดับต้น

   ผู้บังคับบัญชาสูงสุดจะพิจารณาอุทธรณ์และดำเนินการแก้ไข หรือยุติเหตุการณ์ตามคำร้องทุกข์  และแจ้งผลการพิจารณาดำเนินการให้ลูกจ้างผู้ยื่นคำร้องทุกข์ทราบภายใน 15 วัน

   หากลูกจ้างผู้ยื่นคำร้องทุกข์ยังไม่พอใจการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้บังคับบัญชาสูงสุด  ย่อมมีสิทธิดำเนินการในทางอื่นอันชอบด้วยกฎหมายต่อไปได้ (หรืออาจเสนอต่อนายจ้าง เพื่อร่วมกันตั้งผู้ชี้ขาดขึ้นเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาอันเกิดจากคำร้องทุกข์นั้นต่อไปได้)

7.5   ความคุ้มครองผู้ร้องทุกข์และผู้เกี่ยวข้อง

   เนื่องจากการร้องทุกข์ที่กระทำไปโดยสุจริต  ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์อันยิ่งใหญ่แก่ทั้งนายจ้างและลูกจ้างเป็นส่วนร่วม  ดังนั้นลูกจ้างผู้ยื่นคำร้องทุกข์  ลูกจ้างผู้ให้ถ้อยคำ  ให้ข้อมูล  ให้ข้อเท็จจริง หรือให้พยานหลักฐานใดเกี่ยวกับการร้องทุกข์  และลูกจ้างที่เป็นผู้พิจารณาคำร้องทุกข์  เมื่อได้กระทำไปโดยสุจริตใจ  แม้จะเป็นเหตุให้เกิดข้อยุ่งยากประการใดแก่นายจ้าง ก็ย่อมได้รับการประกันจากนายจ้างว่าจะไม่เป็นเหตุ  หรือถือเป็นเหตุที่จะเลิกจ้าง  ลงโทษ  หรือดำเนินการใดที่เกิดผลร้ายต่อลูกจ้างดังกล่าว

8.      การเลิกจ้าง  ค่าชดเชยและค่าชดเชยพิเศษ

8.1   การเลิกจ้างกรณีปกติ

การเลิกจ้าง  หมายความว่า

   (1)การที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้  ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด

   (2) การที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้าง เพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป

จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง ดังต่อไปนี้

   ก.  ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวัน  แต่ไม่ครบหนึ่งปี  ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน  หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามสิบวันสุดท้าย  สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

   ข.  ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปี  แต่ไม่ครบสามปีให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน  หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน เก้าสิบวันสุดท้าย  สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

   ค.  ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปี  แต่ไม่ครบหกปีให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน  หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานหนึ่งร้อยแปดสิบวันสุดท้าย  สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

   ง.  ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหกปี  แต่ไม่ครบสิบปี  ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้าง  อัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวัน  หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสองร้อยสี่สิบวันสุดท้าย  สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

   จ.  ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสิบปีขึ้นไป  ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยวัน  หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามร้อยวันสุดท้าย  สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

ข้อยกเว้นในการไม่จ่ายค่าชดเชย  นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใด  ดังนี้

(1)   ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง

(2)   จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย

(3)   ประมาทเลินเล่อ  เป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

(4)   ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและ

เป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว  เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรงนายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน

       หนังสือเตือนให้มีผลบังคับใช้ได้ไม่เกินหนึ่งปี  นับแต่วันที่ลูกจ้างได้กระทำผิด

(5)   ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตามโดยไม่มีเหตุอัน

สมควร

(6)   ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก  เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำ

โดยประมาท  หรือความผิดลหุโทษ

การบอกเลิกสัญญาจ้าง

ก.   การจ้างมีกำหนดระยะเวลา   หมายถึง    การจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจ

หรือการค้าของนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน หรือในงานที่มีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดลง  หรือความสำเร็จของงาน  ซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปี  โดยนายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง

       การจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาตามวรรคแรก  สัญญาจ้างสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาจ้าง

โดยนายจ้างและลูกจ้างไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า

   ข. การจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา  ถ้านายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกจ้าง หรือลูกจ้างขอลาออกจากงาน  ให้ฝ่ายนั้นบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบอย่างน้อยหนึ่งงวดการจ่ายค่าจ้าง

   8.2 การเลิกจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างปรับปรุงหน่วยงานกระบวนการผลิต  การจำหน่าย หรือการบริการ อันเนื่องจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีซึ่งเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนลูกจ้าง  นายจ้างจะปฏิบัติ ดังนี้

   (1) แจ้งวันที่จะเลิกจ้าง  เหตุผลของการเลิกจ้าง และรายชื่อลูกจ้างที่จะถูกเลิกจ้างให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า หกสิบวัน ก่อนวันเลิกจ้าง

   ในกรณีที่นายจ้างไม่สามารถแจ้งได้หรือ แจ้งการเลิกจ้างน้อยกว่าหกสิบวันจะจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายหกสิบวัน หรือเท่ากับค่าจ้างของการทำงานหกสิบวัน สุดท้าย สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

   (2) จ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มจากค่าชดเชยปกติตามข้อ 8.1 ในกรณีที่ลูกจ้างทำงานติดต่อกันเกินหกปีขึ้นไป โดยจ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสิบห้าวันต่อการทำงานครบหนึ่งปี  หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสิบห้าวันสุดท้ายต่อการทำงานครบหนึ่งปี สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย ทั้งนี้ค่าชดเชยพิเศษดังกล่าวจะไม่เกินค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยหกสิบวันหรือไม่เกินค่าจ้างของการทำงานสามร้อยหกสิบวันสุดท้าย  สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

   กรณีระยะเวลาทำงานไม่ครบหนึ่งปี  ถ้าเศษของระยะเวลาทำงานมากกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน  ให้นับเป็นการทำงานครบหนึ่งปี

   8.3 การย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่น อันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัว นายจ้างจะปฏิบัติดังนี้



   (1) นายจ้างต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวันก่อนวันย้ายสถานประกอบกิจการ

   ในกรณีที่นายจ้างไม่สามารถแจ้งได้  หรือแจ้งการย้ายสถานประกอบกิจการน้อยกว่าสามสิบวัน  จะจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวันหรือเท่ากับค่าจ้างของการทำงานสามสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้าง  ซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

   (2) หากลูกจ้างไม่ประสงค์จะไปทำงานด้วย  ลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้  โดยลูกจ้างจะมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของอัตราค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามข้อ 8.1

   ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำขอให้คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานพิจารณาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการ ว่าเป็นกรณีที่นายจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างโดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษหรือไม่

               ประกาศ  ณ   วันที่  31  ธันวาคม  25..



                                                                ลงชื่อ…………………………………………                                                                                                                                                            กรรมการผู้จัดการ  

วันดี:
กรณีพนักงานลาออกแล้วไม่ได้รับค่าจ้างบริษัทต้องเก็บเงินดังกล่าวไว้ 2 ปี ตามกฎหมายมาตราที่เท่าไรค่

น้อย:
อยากได้กฏเกณฑ์ในการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายและสวัสดิการของพนักงานค่ะ

peak:
ขอตัวอย่างการเขียนระเบียบข้อบังคับบริษัท   รบกวนส่งมาตาม Email: info@peakthailand.com

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

ตอบ

ไปที่เวอร์ชันเต็ม