www.avaccount.com > บอร์ดบัญชีและภาษี

19 ทวิ และ เงินชดเชยกรมศุลกากร

(1/4) > >>

นิศากร:
1. อยากทราบว่าการบันทึกบัญชีของเงินชดเชยภาษีศุลกากร กับ 19 ทวิ ต้องมีการบันทึกอย่างไร การคำนวณมาจากเอกสารใด หรือ ตัวเลขใดค่ะ และ 19 ทวิ แบ เงินชดเชยต่างกันอย่างไรค่ะ

2. บัตรภาษี เกี่ยวข้องอะไรกับ เงินชดเชย และ 19 ทวิ

3. เงินประกัน เกี่ยวข้องอะไรกับ เงินชดเชย และ 19 ทวิ

อ้วน:
1.  ก่อนจะมาดูการบันทึกบัญชี  ขอให้มาทำความเข้าใจลักษณะของเงินชดเชย และ การคืนอากรขาเข้าตามมาตรา 19 ทวิ  กันก่อนครับ

1.1  การชดเชยค่าภาษีอากร (มุมน้ำเงิน)

เนื่องจากสินค้าและบริการทุกอย่างจะต้องมีค่าภาษีอากรติดอยู่  มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไปตามลักษณะของสินค้าและบริการนั้นๆ  เพื่อเป็นการส่งเสริมให้สินค้าที่ผลิตในประเทศไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้  รัฐบาลจึงได้จ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากรให้แก่สินค้าที่ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร  โดยมีรายละเอียดและวิธีปฏิบัติ  ดังนี้



วัตถุประสงค์ในการจ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากร

เพื่อให้ผู้ผลิตสินค้าสามารถส่งออกสินค้าได้ในต้นทุนที่ปลอดภาษี  รัฐบาลจึงจ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากรในส่วนที่ติดอยู่กับสินค้าให้  โดยกำหนดเป็นอัตราส่วนร้อยละของราคา FOB. ที่ส่งออก  ซึ่งจ่ายในรูปของบัตรภาษีแทนเงินสด



ความหมายของการชดเชยค่าภาษีอากร

•   เป็นมาตรการช่วยเหลือทางภาษีอากรของรัฐ  เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้แก่ผู้ส่งออก  เพื่อให้มีความสามารถส่งสินค้าไปขายแข่งขันกับสินค้าของต่างประเทศในตลาดโลกได้

•   การจ่ายเงินให้แก่ผู้ส่งออกครอบคลุมถึงการขายสินค้าภายในประเทศ  ในกรณีที่การขายสินค้านั้นถือเป็นการส่งออกตามกฎหมายด้วย  ได้แก่

-   การขายให้แก่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามโครงการเงินกู้ หรือเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ

-   การขายสินค้าให้แก่องค์กรระหว่างประเทศ  หรือหน่วยงานที่มีสิทธิ์นำสินค้าเข้ามา  โดยได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร

•   เป็นการชดเชยค่าภาษีอากรที่ผู้ผลิตได้ชำระให้แก่ทางราชการในทุกขั้นตอน ของกระบวนการผลิตอันได้แก่  ค่าภาษีอากรของวัสดุ  อุปกรณ์  อะไหล่  เครื่องจักร  เชื้อเพลิง  ตลอดจนพลังงานต่างๆ ที่ใช้ในการผลิตสินค้า  แต่ไม่รวมถึงภาษีเงินได้  ค่าภาคหลวง  ภาษีอากรที่ขอคืนได้ตามกฎหมายอื่น  ภาษีอากรส่วนท้องถิ่น  และภาษีอากรตามที่คณะกรรมการพิจารณาชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักรกำหนด





ผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากร  ได้แก่

•   ผู้ส่งออกที่ไม่ได้รับหรือไม่ได้ใช้สิทธิ์คืนหรือยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีอากร ตามกฎหมายอื่นไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตเองหรือไม่ก็ตาม

•   ผู้ส่งออกจะต้องปฏิบัติตาม  มาตรา 45  แห่ง พรบ. ศุลกากร พ.ศ. 2469  กล่าวคือ  ก่อนส่งออกต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตาม พรบ. ศุลกากร พ.ศ. 2469  และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง  ต้องยื่นใบขนสินค้าโดยถูกต้อง  ถ้าเป็นกรณีส่งออกโดยรีบด่วนก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

•   ผู้ที่ขายสินค้าที่จำแนกประเภทไว้ในภาคที่ว่าด้วย ของที่ได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรให้แก่องค์การระหว่างประเทศ  หรือหน่วยงานที่มีสิทธิ์นำสินค้านั้นเข้ามาในราชอาณาจักรโดยได้รับยกเว้นอากรตามที่คณะกรรมการฯ กำหนด



ผู้ไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากร  

   ผู้ไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากร  ได้แก่ผู้ส่งออกที่ได้ใช้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีอากรจากสินค้าที่ส่งออก  ดังต่อไปนี้

•   ขอคืนอากรขาเข้าตามมาตรา 19 ทวิ  แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482

•   ยกเว้นอากรขาเข้าเกี่ยวกับคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงผลิตสินค้า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร  พ.ศ. 2469

•   ยกเว้นอากรขาเข้าเกี่ยวกับเขตอุตสาหกรรมส่งออก ตามพระราชบัญญัติการนิคม              อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  พ.ศ. 2522

•   ยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้าตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520  ที่มิใช่การยกเว้นหรือลดหย่อนอากรสำหรับเครื่องจักร




สินค้าที่มีสิทธิ์ได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากร  

   สินค้าที่มีสิทธิ์ได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากร  จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์  ดังนี้

•   จะต้องเป็นสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร  คำว่า “ผลิต” หมายถึงการประกอบ  แปรรูป  แปรสภาพ  หรือทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้มีขึ้นซึ่งสินค้าไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ

•   สินค้าที่ขายให้แก่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ตามโครงการเงินกู้หรือเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ  ซึ่งค่าสินค้าทั้งหมดหรือบางส่วนจะต้องชำระจากเงินกู้  หรือเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ  และต้องมีการประกวดราคา  หรือการสอบราคานานาชาติ

•   ไม่เป็นสินค้าต้องห้ามมิให้ได้รับเงินชดเชยตามประกาศคณะกรรมการพิจารณาชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร

•   การส่งออกต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามกฎหมายศุลกากร  และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง  การส่งออกถือว่าสำเร็จเมื่อเรือซึ่งบรรทุกสินค้าที่ส่งออกนั้นได้ออกจากเขตท่า  ซึ่งได้ออกเรือเป็นชั้นที่สุดเพื่อไปจากราชอาณาจักร

•   ต้องเป็นการส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ และได้รับเงินค่าสินค้านั้นเข้ามาในประเทศ  ถึงแม้ พรบ.ชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ. 2524  จะไม่ได้บัญญัติไว้ว่าต้องส่งสินค้าออกไปจำหน่าย  แต่ พรบ.ชดเชยฯ ได้ระบุไว้โดยชัดเจนว่าเพื่อสนับสนุนให้มีการส่งสินค้าที่ผลิตในประเทศออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศให้มากขึ้น    ดังนั้นถ้าเป็นการส่งออกเพื่อวัตถุประสงค์อื่นที่ไม่ใช่เพื่อการค้า  เช่น  การส่งออกเพียงเพื่อเป็นตัวอย่าง  หรือเพื่อการวิเคราะห์  หรือเพื่อการอื่นที่มิได้จำหน่ายจึงไม่สามารถขอรับเงินชดเชยได้





สินค้าส่งออกที่ไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินชดเชย

    สินค้าส่งออกที่ไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินชดเชย  ได้แก่สินค้าส่งออกดังต่อไปนี้

•   สินค้าที่ไม่ได้ผลิตในราชอาณาจักร

•   แร่  ตามกฎหมายว่าด้วยแร่

•   สินค้าซึ่งเสียภาษีอากร  หรือค่าธรรมเนียมการส่งออกอย่างใดอย่างหนึ่ง  หรือทั้งสองอย่าง

•   สินค้าที่คณะกรรมการฯ ชดเชย กำหนดให้ไม่ได้รับเงินชดเชยฯ  ดังนี้

-   ประกาศกรรมการชดเชยฯ ที่ 3/2527  ได้แก่  ผลิตภัณฑ์ที่ทำด้วยไม้สัก  พยุง  ชิงชัน  ประดู่  มะค่าโมง  ขะเจ๊าะ(สาธร) และมะเกลือ ที่ไม่เหมาะจะนำไปแปรรูปเป็นอย่างอื่น

-   ประกาศกรรมการชดเชยฯ ที่ 1/2535  ได้แก่  

1)   ข้าวเจ้า  ข้าวเหนียว  ไม่ว่าจะเป็นข้าวเปลือก  ข้าวขาว  ข้าวกล้อง  ข้าวนึ่ง  ข้าวอบแห้ง  ปลายข้าว  หรือรำ

2)   ข้าวฟ่าง  ข้าวสาลี

3)   ข้าวโพด  ไม่ว่าเป็นฝักหรือเมล็ด  อบ  บด  ทำให้เป็นซีกหรือชิ้น  แต่ไม่รวมถึงแป้งข้าวโพดหรือข้าวโพดที่ผ่านกรรมวิธีเพื่อทำเป็นอาหารนอกจากอาหารสัตว์ (ไม่รวมฝักข้าวโพดอ่อนที่เป็นฝัก)

4)   หนังสัตว์ที่ยังไม่ได้ฟอก  รวมทั้งเศษตัด  และเศษ

5)   ยางของต้นยางตระกูลฮีเวีย  ไม่ว่าจะเป็นยางแผ่น  ยางแท่ง  เศษยาง  ยางก้อน  น้ำยางหรือขี้ยางจากต้นยาง  ยางปนดิบหรือปนเปลือกต้นยางรวมทั้งยางในลักษณะอื่นซึ่งยังอยู่ในสภาพวัตถุดิบ

6)   รังไหม เส้นไหมดิบที่ยังมิได้ตีเกลียว และเส้นไหมที่ทำด้วยไหม ขี้ไหม หรือเศษ ไหม

7)   ถั่วทุกชนิด  ไม่ว่ากะเทาะเปลือก  หรือทั้งเปลือก  บด  ทำให้เป็นซีกหรือชิ้น  รวมทั้งกากถั่ว  แต่ไม่รวมถึงแป้งถั่ว  หรือถั่วที่ผ่านกรรมวิธีเพื่อทำเป็นอาหารนอกจากอาหารสัตว์(ไม่รวมถึงฝักถั่วยาวที่เป็นฝัก)

8)   เมล็ดละหุ่ง

9)   ปอทุกชนิดรวมทั้งเศษปอ  ไม่ว่าดิบหรือผ่านกรรมวิธีใดๆ รวมทั้งปอที่เป็นเส้นใย  แต่ไม่รวมถึงปอที่ปั่นเป็นเส้นหรือวัตถุประดิษฐ์อื่นจากปอ

10)   ครั่งดิบ  ครั่งเมล็ด

11)   มันสำปะหลัง  ไม่ว่าเป็นหัว  หรือจัดทำเป็นผง  แป้ง  เส้น  ก้อน  แท่ง  ฝอย  ชิ้น  เม็ด  หรือจัดทำในลักษณะอื่น  รวมทั้งกากมันสำปะหลัง

12)   น้ำตาลทราย  น้ำตาลทรายดิบ  หรือน้ำตาลดิบ

13)   กากน้ำตาล  กากมะพร้าว

14)   ฝ้าย  นุ่น  งิ้ว  ง้าว  ไม่ว่าทั้งลูก  กะเทาะเปลือกหรือแยกส่วนแล้ว  รวมทั้งเมล็ด  แต่ไม่รวมถึงปุยฝ้ายที่แยกเมล็ดออกแล้ว

15)   สัตว์ทุกชนิดที่มิใช่สัตว์น้ำและสัตว์ปีก  รวมทั้งวัตถุพลอยได้จากสัตว์

16)   สัตว์น้ำที่มีชีวิต

17)   ทองคำ  แพลทินัม  ทองขาว  เงิน  นาค  โลหะ  เจือของวัตถุดังกล่าว  รวมทั้งสิ่งที่ทำเทียมวัตถุหรือสินค้าดังกล่าวด้วย  แต่ไม่รวมถึงสินค้าที่เป็นสิ่งที่ใช้ประดับกายหรือประดับเครื่องแต่งกาย

อ้วน:
1.2  ความหมายการคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ

   การคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ  หมายถึงการคืนค่าภาษีอากรให้แก่ผู้ที่นำของเข้ามาเพื่อทำการผลิต  ผสม  ประกอบ  หรือบรรจุสินค้าส่งออกไปนอกราชอาณาจักร  ตามสูตรการผลิตที่กรมศุลกากรอนุมัติหรือประกาศกำหนด  โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องส่งออกไปภายใน 1 ปี  นับแต่วันนำเข้า  ตามพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9)  พ.ศ. 2482  ดังนี้



   มาตรา 19 ทวิ  ของที่ส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศหรือส่งไปเป็นของใช้สิ้นเปลืองในเรือ  เดินทางไปเมืองต่างประเทศ  ถ้าพิสูจน์เป็นที่พอใจอธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายว่า  ได้ผลิต  หรือผสม  หรือประกอบ  หรือบรรจุ  ด้วยของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร  ให้คืนอากรขาเข้าสำหรับของดังกล่าวที่ได้เรียกเก็บไว้แล้วให้แก่ผู้นำของเข้า  ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังต่อไปนี้



ก).   ของที่นำเข้ามานั้นมิใช่ของที่กฎกระทรวงระบุห้ามคืนเงินอากร

ข).   ปริมาณของที่นำเข้าซึ่งใช้ในการผลิต  หรือผสม  หรือประกอบ  หรือบรรจุเป็นของที่ส่งออก  ให้ถือตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีเห็นชอบหรือประกาศกำหนด

ค).   ของนั้นได้ส่งออกไปทางท่าเรือที่สำหรับการส่งออกซึ่งของที่ขอคืนอากรขาเข้า

ง).   ของนั้นได้ส่งออกไปภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่นำของซึ่งใช้ในการผลิต หรือผสม  หรือประกอบเป็นของที่ส่งออก หรือใช้บรรจุของที่ส่งออก เข้ามาใน             ราชอาณาจักร  และ

จ).   ต้องขอคืนอากรภายในหกเดือนนับแต่วันที่ส่งของนั้นออกไป  แต่อธิบดีจะขยายเวลาออกไปตามที่เห็นสมควรก็ได้



หมายเหตุ  :   อธิบดีมีอำนาจออกข้อบังคับว่าด้วยการพิสูจน์ของ  การส่งออกไป  การจัดทำและยื่นเอกสารต่างๆ  การคำนวณเงินอากรที่พึงคืนให้  และวิธีการอื่นๆ เกี่ยวกับการขอคืนเงินอากรนี้



สำหรับค่าภาษีอากรของของที่นำเข้ามาเพื่อทำการผลิต ผสม  ประกอบ  หรือบรรจุเป็นสินค้าส่งออกดังกล่าวนี้  ผู้นำเข้าสามารถใช้หนังสือค้ำประกันของธนาคารค้ำประกันแทนการชำระอากรที่ต้องเสียได้โดยอธิบดีกรมศุลกากรอาจกำหนดเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้  เมื่อมีการส่งออกซึ่งของที่จะได้คืนเงินอากรตามมาตรา 19 ทวิ  แล้วก็ให้คืนประกันให้แก่ผู้นำของเข้าโดยถือเสมือนว่าเป็นการคืนเงินอากร (มาตรา 19 ตรี)  ดังนี้



   มาตรา 19 ตรี  เมื่อผู้นำของเข้าแสดงความจำนงว่า  ของที่นำเข้าจะใช้เฉพาะในการผลิต  หรือผสม  หรือประกอบ  หรือบรรจุ  เพื่อส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศ  หรือส่งไปเป็นของใช้สิ้นเปลืองในเรือเดินทางไปเมืองต่างประเทศ  อธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายจะอนุญาตให้รับการค้ำประกันของกระทรวงการคลังหรือธนาคารแทนการชำระเงินอากรขาเข้าที่ต้องเสีย  โดยอาจกำหนดเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้  เมื่อมีการส่งออกซึ่งของที่ได้คืนเงินอากรตามมาตรา 19 ทวิ  ก็ให้คืนประกันโดยถือเสมือนว่าเป็นการคืนเงินอากร



ของที่ได้รับคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ

ของที่ได้รับคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ  ตามประกาศกรมศุลกากรที่ 89/2540  ได้แก่

•   วัตถุดิบที่เห็นได้ชัดเจนว่ามีอยู่ในของที่ผลิตเพื่อส่งออก  เช่น  ผ้า  กระดุม  ซิป  ด้ายในการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป เม็ดพลาสติก แผ่นพลาสติกในการผลิตสินค้าทำด้วยพลาสติก  เป็นต้น

•   วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตโดยตรงที่มีอยู่ในของที่ผลิตเพื่อส่งออก  แต่ไม่ปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจน  เช่น  เคมีภัณฑ์ที่ใช้รักษาสภาพอาหารในผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารกระป๋อง  เคมีภัณฑ์ชนิดสเปร์ที่ฉีดคอเสื้อให้แข็งในผลิตภัณฑ์ประเภทเสื้อผ้าสำเร็จรูป  ตัวทำลาย (Solvent)  ที่ใช้ผสมกาวในผลิตภัณฑ์เซลโลเฟน (Cellophane)  น้ำยากันสนิมในผลิตภัณฑ์ประเภทวงจรไฟฟ้า  เป็นต้น

•   วัตถุดิบจำเป็นที่ใช้ในการผลิต  เช่น  เคมีภัณฑ์ที่ทำให้เส้นด้ายเหนียว (Sizing  Material)  เคมีภัณฑ์ที่ใช้ในการซักฟอก (Bleaching  Agent)  ในผลิตภัณฑ์ประเภทสิ่งทอ  กระดาษทราย  ผงขัด  น้ำยาขัดเงา  สักหลาด  น้ำยาผสมที่ใช้ในการขัด  สิ่งที่ใช้ในการขัดต่างๆ ชอล์ค  กระดาษคาร์บอน  และแบบ (Pattern)  เป็นต้น



ของที่ไม่ได้รับคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ

ของที่ไม่ได้รับคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ  ตามประกาศกรมศุลกากร 89/2540  ได้แก่
•   เครื่องจักร  เครื่องมือ  แม่พิมพ์(Mould)  เครื่องใช้ในการผลิตชนิดต่างๆ  เช่น  ลูกกริ้งบดแร่ (Grinding Ball)  ที่ใช้ในการผลิตแร่  เครื่องมือ  เครื่องใช้ที่ทำจากทังสเตนคาร์ไบด์ (Tungsten Carbide)  ซึ่งใช้ในการผลิตนาฬิกา  เป็นต้น

•   เชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิต  เช่น  น้ำมัน  ไม้  ฟืน  ถ่านหิน  เป็นต้น

หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ

•   ผู้นำเข้าเพื่อขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ  ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ผลิตหรือผู้ส่งออก

•   ขณะนำวัตถุดิบเข้ามาจะต้องชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มก่อน  เมื่อส่งออกแล้วจะขอคืนได้เฉพาะอากรขาเข้า  ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องนำไปเครดิตภาษีในเดือนถัดจากที่ชำระไว้ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มของกรมสรรพากร

•   การชำระอากรขาเข้า  สามารถใช้หนังสือธนาคารค้ำประกันแทนการชำระเงินได้  แต่ภาษีมูลค่าเพิ่มไม่สามารถค้ำประกันได้

•   วัตถุดิบที่นำเข้ามาต้องใช้เพื่อผลิต  ผสม  ประกอบ  หรือบรรจุเป็นสินค้าแล้วส่งออกภายใน 1 ปี  นับแต่วันที่นำเข้า (นับวันชนวัน  ตั้งแต่วันเรือเข้าจนถึงวันที่เรือสินค้าออกจากท่า)  หากเกินกำหนดเวลาดังกล่าวจะขอคืนอากรหรือขยายเวลาต่อไปอีกไม่ได้  เว้นแต่จะขอโอนวัตถุดิบเข้าเก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงผลิตสินค้าก่อนครบกำหนด 1 ปี

•   จะต้องยื่นสูตรการผลิตต่อกรมศุลกากรก่อนการส่งออก  ถ้าสินค้าที่ส่งออกเคยยื่นสูตรการผลิตไว้แล้วมีสูตรมาตรฐานที่กรมศุลกากรประกาศกำหนดไว้  ก็ให้ใช้สูตรการผลิตนั้น

•   สูตรการผลิตเป็นการแสดงปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต  ต่อหน่วยของสินค้าสำเร็จรูป  เพื่อให้ทราบว่าปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ทั้งหมดในการส่งสินค้าออกและคำนวณเป็นค่าอากรที่จะได้รับคืน

•   ถ้าขณะนำเข้าได้วางหนังสือค้ำประกันของธนาคารไว้  หากไม่ส่งออกภายใน 1 ปี  นับแต่วันนำเข้า  ต้องชำระค่าภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 1  ต่อเดือน  นับจากวันที่รับของไปจากกรมศุลกากร

•   ของที่นำเข้ามานั้นต้องมิใช่ของที่กฎกระทรวงระบุห้ามคืนเงินอากร

•   ของนั้นได้ส่งออกไปทางท่าเรือหรือที่สำหรับการขนส่งออกซึ่งของที่ขอคืนเงินอากรขาเข้า

•   ต้องคืนอากรภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่ส่งออก  แต่อธิบดีจะขยายเวลาออกไปตามแต่จะเห็นสมควรได้





ประเภทของการคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ  ที่ควรทราบ

ประเภทของการคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ  และคุณสมบัติโดยทั่วไป  มีดังนี้

ประเภทของ 19 ทวิ   

ก)  19 ทวิ  เงินสด/ธนาคารค้ำประกัน ชำระอากรเต็ม

ต้องมีคุณสมบัติ   

•   สำหรับผู้ส่งออกทั่วไป  ที่นำเข้ามาผลิตขายภายในประเทศส่วนหนึ่งและส่งออกอีกส่วนหนึ่ง

•   คืนอากรรวมกันครั้งหนึ่งหลายๆ ใบขน  โดยการออกรายงานของคอมพิวเตอร์

•   คืนเป็นเช็คธนาคารแห่งประเทศไทย A/C payee หรือคืนหนังสือค้ำประกันธนาคาร



ข)  19 ทวิ  เงินสด/ธนาคารค้ำประกัน    ชำระอากรลดลงกึ่งหนึ่งและชำระอากรร้อยละ 5   

ต้องมีคุณสมบัติ

•   สำหรับผู้ส่งออกที่ผลิตและส่งออกทั้งหมด  และต้องมีคุณสมบัติตามที่กรมศุลกากรกำหนด

•   คืนอากรรวมกันครั้งหนึ่งหลายๆ ใบขน  

•   คืนเป็นเช็คธนาคารแห่งประเทศไทย A/C payee หรือคืนหนังสือค้ำประกันธนาคาร



ค)  19 ทวิ  แบบค้ำประกันลอย   

ต้องมีคุณสมบัติ

•   สำหรับผู้ส่งออกที่ผลิตและส่งออกทั้งหมด  และต้องมีคุณสมบัติตามที่กรมศุลกากรกำหนด

•   ไม่มีการคืนอากรโดยตรง  เป็นการออกรายงานของคอมพิวเตอร์  เพื่อตัดยอดกับกรมฯ สามารถตัดยอดได้ทันทีทุกครั้งที่มีการส่งออก

•   ได้วงเงินที่เพิ่มขึ้นจากการตัดยอดได้ทันที

•   ผู้ส่งออกต้องมีหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงไทย  ไปวางค้ำไว้ที่กรมศุลกากร

อ้วน:
1.3  เมื่อทราบถึงลักษณะของเงินชดเชย และ การคืนอากรขาเข้าตามมาตรา 19 ทวิ  กันไปแล้ว  ทีนี้ก็มาดูในเรื่องของการบันทึกบัญชี  เมื่อได้รับเงินชดเชย และคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ



1.3.1  เมื่อได้รับเงินชดเชย  ซึ่งจะได้รับอยู่ในรูปของบัตรภาษี  โดย

Dr.  บัตรภาษี ( ถือเป็นสินทรัพย์  และให้ดูอายุของบัตรประกอบว่าควรจัดเป็นหมุนเวียน หรือ ไม่หมุนเวียน )

Cr.  รายได้บัตรภาษี  ( ก็จะจัดเป็นรายได้อื่น  หากมีจำนวนมากก็แสดงแยกเป็นชื่อรายได้บัตรภาษี  แต่หากมีจำนวนไม่มากก็อาจแสดงรวมเป็นรายได้เบ็ดเตล็ดก็ได้ )



และเมื่อมีการใช้บัตรภาษี  ก็จะบันทึกบัญชีโดย

Dr.  ภาษี... ค้างจ่าย

Cr.  บัตรภาษี ( สินทรัพย์ )

อ้วน:
1.3.2  ในกรณีคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ   ซึ่งแบ่งประเภทของ 19 ทวิ   ออกเป็น  3  ลักษณะ  ดังนั้นเรามาดูการบันทึกบัญชีทั้ง  3  ลักษณะกันครับ



1.3.2.1  19 ทวิ แบบ เงินสด/ธนาคารค้ำประกัน ชำระอากรเต็ม

เมื่อวางหลักประกันเป็นเงินสด หรือ ธนาคารค้ำ  ก็จะ

Dr.  อากรขาเข้า

Cr.  เงินสด / หนี้สินอันอาจจะเกิดขึ้น



และเมื่อได้รับคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ

Dr.  บัตรภาษี / หนี้สินอันอาจจะเกิดขึ้น

Cr.  รายได้บัตรภาษี / อากรขาเข้า



1.3.2.2  19 ทวิ แบบ เงินสด/ธนาคารค้ำประกัน ชำระอากรลดลงกึ่งหนึ่งและชำระอากรร้อยละ 5

เมื่อวางหลักประกันเป็นเงินสด หรือ ธนาคารค้ำ  ก็จะ

Dr.  อากรขาเข้า

Cr.  เงินสด / หนี้สินอันอาจจะเกิดขึ้น



และเมื่อได้รับคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ

Dr.  บัตรภาษี / หนี้สินอันอาจจะเกิดขึ้น

Cr.  รายได้บัตรภาษี / อากรขาเข้า



1.3.2.3  19 ทวิ แบบค้ำประกันลอย  ในกรณีนี้จะบันทึกบัญชีค่าอากรเมื่อเราทราบแน่นอนว่าจะต้องจ่ายค่าอากรเท่าไหร่  

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

ตอบ

ไปที่เวอร์ชันเต็ม