www.avaccount.com > บอร์ดบัญชีและภาษี

ฝากถามคุณอ้วน " รับจ้าง " , " ผลิตสินค้า " และขายแบบพิสดาร

(1/1)

วารี:
อยากทราบว่าบริษัทรับจ้างผลิตสินค้าโดยลูกค้านำตัว

อย่างสินค้ามาให้ทางบริษัทโดยบริษัทเป็นผู้ซื้อวัตถุดิบในการผลิตเองทั้งหมดและจะผลิตตามคำสั่งซื้อของลูกค้า

บริษัทจำเป็นต้องทำสต๊อกสินค้าและวัตถุดิบหรือไม่และสินค้าที่เกินORDER ลูกค้าควรจะทำอย่างไรเช่นสั่งผลิต 1000 ชิ้นแต่ผลิตเกินเป็น 1100 ชิ้น และต่างกับบริษัท

ที่ผลิตสินค้าเพื่อขายอย่างไร

อ้วน:
1.  หากเป็นธุรกิจบริการ  ก็ไม่ต้องจัดทำสต๊อคสินค้าและวัตถุดิบครับ  ศึกษาได้ตามมาตรา 87 ที่เวบ

http://www.rd.go.th/publish/5209.0.html#mata87



2.  เราต้องมาทำความเข้าใจก่อนครับว่า  อย่างไรจึงเรียกว่า  " รับจ้าง "  เพราะการรับจ้างถือเป็นการบริการ  และอย่างไรจึงเรียกว่า  " ผลิตสินค้า "  เพราะการผลิตสินค้าเพื่อขาย  จะถือว่าเป็นการขายสินค้า  มาดูความแตกต่างกันครับ



2.1  "รับจ้าง"  จะทำการผลิต  ก็ต่อเมื่อ  มีคำสั่งซื้อจากลูกค้าเท่านั้น  หากไม่มีคำสั่งซื้อ  ก็จะไม่มีการผลิต  ในขณะที่  "ผลิตสินค้า"  นั้นแม้จะไม่มีคำสั่งซื้อจากลูกค้า  ก็ยังคงมีการผลิตอย่างต่อเนื่อง  เช่น  บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป  ไม่ว่าจะมีออเดอร์  จากลูกค้าหรือไม่  บริษัทก็ยังคงผลิต  มาม่า  ออกมาอย่างต่อเนื่องเป็นต้น  



สรุป  "รับจ้าง"  จะผลิตตามคำสั่งซื้อจากลูกค้าเท่านั้น  ดังนั้นจึงจะไม่มีการสต๊อคตัวสินค้าเอาไว้

ส่วน "ผลิตสินค้า"  การผลิตจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำสั่งซื้อของลูกค้า  จึงจะมีการผลิตเป็นปกติ  โดยไม่สนว่ามีคำสังซื้อสินค้าจากลูกค้าหรือไม่  ก็ยังคงมีการผลิตอย่างต่อเนื่อง  ดังนั้นโดยปกติธุรกิจลักษณะนี้จึงจะมีการสต๊อคตัวสินค้าเอาไว้



2.2  "รับจ้าง"  จะมีทั้งการซื้อวัตถุดิบเองทั้งหมด รับจ้างทั้งค่าของ + ค่าแรง และ ก็จะมีรับเฉพาะค่าแรง  โดยที่ผู้ว่าจ้างเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบมาให้  

ส่วน "ผลิตสินค้า"  มักจะเป็นผู้ซื้อวัตถุดิบเองทั้งหมด แล้วนำมาผลิตเป็นสินค้า



2.3  อีกจุดที่สำคัญ  จะต้องดูในแบบ  ภพ.01  ในข้อ 4.ประเภทการประกอบการ  ว่าระบุเป็น "การผลิต"  หรือ "การให้บริการ"  ด้วยครับ  



2.4  ไม่เสมอไปนะครับ  แต่หากเป็นการ "รับจ้าง"  และมูลค่าของงานรับจ้างสูง  มักจะมีการทำสัญญาว่าจ้างกันครับ  ในขณะที่การ "ผลิตสินค้า"  นั้นมักจะอยู่ในรูปของคำสั่งซื้อมากกว่าครับ  ไม่ค่อยจะพบว่ามีการทำเป็นสัญญาครับ



2.5  เมื่อเป็น "รับจ้าง"  ก็ถือว่าเป็นงานบริการ  เมื่อเป็นงานบริการ  ก็ไม่ต้องจัดทำสต๊อคสินค้าและวัตถุดิบครับ  แต่จะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตรา 3%

ส่วน "ผลิตสินค้า"  จะถือว่าเป็นการซื้อขายสินค้า  เมื่อเป็นการซื้อขาย  ก็จะต้องจัดทำสต๊อคสินค้า และวัตถุดิบ  และเมื่อเป็นการซื้อขาย  ก็จะไม่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย



3.  ในเรื่องของการผลิตสินค้าเกินกว่าที่สั่งผลิตจริงนั้น  ในความเห็นส่วนตัวผม  ผมมองว่าเป็นปกติครับที่จะผลิตเกินกว่าที่สั่งจริง  เนื่องจากหากผลิตสินค้าแค่  1,000  ชิ้นตามคำสั่งซื้อจริงแล้วเกิดมี  สินค้าอยู่  10  ชิ้นที่ไม่ได้มาตราฐาน  ผู้รับจ้างอาจจะต้องเสียต้นทุนไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบและค่าแรง  รวมถึงเวลาในการทำงานที่มากขึ้นเพื่อผลิตสินค้าอีกเพียง  10  ชิ้น  ดังนั้นจึงมักจะมีการผลิตสินค้าเผื่อจำนวนให้มากกว่าที่สั่งซื้อจริงครับ



แล้วเมื่อมีสินค้าที่ผลิตเกินกว่าที่สั่งซื้อจริง  จะทำอย่างไร  ในเรื่องนี้ก็แล้วแต่นโยบายของแต่ละกิจการ  แต่เท่าที่ผมทราบมักจะมีการดำเนินการอยู่  3  วิธีคือ



3.1  ในกรณีที่มีการทำสัญญาว่าจ้าง  และมีการตกลงกับผู้ว่าจ้างครับว่า  หากมีจำนวนสินค้าที่เราผลิตเผื่อไว้และเป็นสินค้าในคุณภาพดีตามที่ตกลงกันไว้  ผู้ว่าจ้างจะตกลงรับซื้อสินค้าในส่วนที่เกินในราคา ...  บาท เป็นต้น



3.2  ในกรณีที่ไม่มีการจัดทำสัญญาว่าจ้าง หรือมีแต่ไม่ได้ระบุตกลงกันไว้ในเรื่องของปริมาณสินค้าหากมีการผลิตเกินกว่าที่สั่งซื้อจริง  ดังนั้นเมื่อมีปริมาณสินค้าที่กว่าสั่งซื้อจริง  ก็มักจะมีการตกลงกันภายหลัง  ว่าจะมีการรับซื้อจากผู้ว่าจ้างหรือไม่อย่างไร  หรือหากมีปริมาณที่น้อยมาก  ทางผู้รับจ้างอาจจะเก็บไว้เป็นตัวอย่างงานรับจ้างในอนาคต  เพื่อโชว์ให้ลูกค้ารายอื่นได้เห็นตัวผลงานของกิจการ  เป็นต้น



3.3  แถมสินค้าที่ผลิตได้เกินกว่าปริมาณการสั่งซื้อจริงให้กับลูกค้า  โดยไม่ได้คิดมูลค่า ซึ่งในกรณีมักจะไม่ค่อยพบกับธุรกิจรับจ้างครับ  ยกเว้นเหมาเฉพาะค่าแรง  หรือวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตมีต้นทุนไม่สูงมากครับ  แต่ต้องระบุของที่แถมไว้ในใบกำกับภาษีด้วย  มิฉะนั้นจะมีปัญหากับการตัดสต๊อคและการตัดต้นทุน

อ้วน:
ตัวอย่างการขายแบบพิสดาร  จะมีอยู่ประมาณ  3  ลักษณะดังนี้



1.  ขายาสินค้า + ค่าขนส่ง  สมมติ  ค่าสินค้า  100,000  บาท และ ค่าขนส่ง  10,000  บาท  แยกย่อยได้อีก

1.1  ออกบิลรวมแบบล่ำซำ  กล่าวคือไม่แยกรายการค่าขนส่ง  ก็จะถือว่าเป็นขายทั้งจำนวน  110,000  บาท  จะไม่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย



1.2  ออกบิล  1  ฉบับ  แต่แยกรายการค่าขนส่ง  หรือออกบิล  2  ฉบับ  ( ค่าสินค้า 1 ฉบับ และ ค่าขนส่ง 1 ฉบับ )  แต่ทั้ง 2 ลักษณะออกโดยผู้ขายคนเดียวกัน  ก็ถือว่าเป็นการขายทั้งจำนวน  110,000  บาท  ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย



1.3  ออกบิล  2  ฉบับ  โดยที่บิลค่าสินค้า  1  ฉบับออกโดยผู้ขาย  และ บิลค่าขนส่ง  1  ฉบับออกโดยบริษัทที่รับขนส่ง  ในกรณีนี้  ให้ถือเป็นขายเฉพาะ  100,000  บาท และไม่ต้องหักภาษี  ณ  ที่จ่าย  ส่วนค่าขนส่งที่ออกโดยบริษัทที่รับขนส่งโดยเฉพาะ  ถือเป็นค่าขนส่ง จำนวน  10,000  บาท ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 1%



2.  ขายสินค้า + ค่าติดตั้ง  สมมติค่าสินค้า  100,000  บาท  และค่าติดตั้ง  10,000  บาท  สามารถแยกได้

2.1  ออกบิลรวมแบบล่ำซำ  กล่าวคือไม่แยกรายการค่าติดตั้ง  ถือว่าเป็นขายทั้งจำนวน  110,000  บาท  ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย



2.2  ออกบิล  1  ฉบับแต่แยกรายการค่าติดตั้ง  หรือ ออกบิล  2  ฉบับ  ( ค่าสินค้า  1  ฉบับ และ ค่าติดตั้ง  1  ฉบับ )  ทั้ง  2  กรณีถ้าออกโดยคนขายคนเดียวกัน  ให้ถือว่าเป็นขายเฉพาะ  100,000  บาท และ เป็นค่าบริการ หรือรับจ้าง  10,000  บาท  ดังนั้น  เป็นขายเฉพาะ  100,000  บาทก็ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย  ส่วนค่าติดตั้ง จำนวน  10,000  บาท ถือว่าเป็นรับจ้างทำของ  ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 3%



3.  ขายสินค้า + ดอกเบี้ย  สมมติค่าสินค้า  100,000  บาท  และ  ค่าดอกเบี้ย  10,000  บาท  สามารถแยกย่อยได้

3.1  หากคิดดอกเบี้ยตั้งแต่ต้น  เช่น ซื้อโทรศัพท์มือถือ  ซื้อสดในราคา  100,000  บาท  แต่หากซื้อผ่อน  10  งวดจะต้องซื้อในราคา  110,000  บาท  ซึ่งเป็นการตกลงกันว่าจะมีการคิดดอกเบี้ยกันตั้งแต่ต้น  ก็จะถือเป็นการซื้อขายทั้งจำนวน  110,000  บาท ( รวมดอกเบี้ยด้วย )  จึงไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย



3.2  คิดดอกเบี้ย  เมื่อผิดนัดชำระ  ซึ่งจะเริ่มคิดดอกเบี้ย  ตั้งแต่วันที่ผิดนัดชำระ  โดยดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นนี้  ถือเป็นค่าความเสียหาย  ดังนั้นจึงไม่ถือเป็นการบริการ  จึงถือว่าขายสินค้า  100,000  บาท  ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย  ส่วนดอกเบี้ยผิดนัดชำระ  10,000  บาท  ก็ไม่ถือว่าเป็นการขาย หรือการให้บริการ  แต่เป็นค่าความเสียหาย  ต้องถือเป็นรายได้ทางนิติบุคคล  แต่ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย



หมายเหตุ  ปกติคำว่า "บริการ"  จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเฉพาะที่เป็นส่วนของบริการ  แต่ไม่นับรวมรับเหมาก่อสร้าง หรือรับจ้างซ่อม  ซึ่งต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากยอดรวมค่าของ และ ค่าแรง  ถึงแม้จะมีการแยกรายการ และแยกบิลเป็น  2  ฉบับก็ตาม ถ้าออกโดยผู้ให้บริการคนเดียวกัน  ก็ต้องหัก ณ ที่จ่ายทั้งค่าของ + ค่าแรง

อ้วน:
ลืมภาษีไปอีกตัวครับ  หากมีการทำเป็นสัญญาจ้างทำของกัน  ก็จะมีเรื่องของ " อากรแสตมป์ "  เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยครับ  ให้ศึกษาดูตามเวบ

http://www.rd.go.th/publish/6162.0.html

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

ตอบ

ไปที่เวอร์ชันเต็ม