www.avaccount.com > บอร์ดบัญชีและภาษี
ลงหุ้นเป็นแรงงานได้หรือไม่
สงสัยจัง:
ถ้าจัดตั้งบริษัท ด้วยทุนเงินสด 100,000 บาทและลงแรงคิดเป็นเงิน 100,000 บาทได้หรือไม่คะแล้วหุ้นส่วนดังกล่าว จะลงทุนเหมือนกัน 7 คนและจะคิดเงินเดือนให้ทุกคน โดยนำไปหักล้างกับทุนที่ลงด้วยแรงได้มั๊ยคะและถ้าคิดเงินเดือนแล้วหุ้นส่วน 7 คนต้องแจ้งประกันสังคมหรือไม่
ตี๋:
ในขั้นต้นต้องมีเงินลงทุนตามจำนวนที่ได้จดทะเบียนไว้ซึ่งรายการบัญชีที่เกิดขึ้นจะบันทึก
Dr. เงินสด/เงินฝากธนาคาร 100,000
Cr. ทุนเรือนหุ้น 100,000
นี่คือเงินทุนเบื้องต้นที่คุณจะใช้ในการดำเนินการ หากไม่มีเงินทุนเบื้องต้นแล้วจะสามารถดำเนินการได้อย่างไร คงต้องมีการลงทุนก่อนแล้วจึงมีรายได้และกำไร
ซึ่งโยงไปยังคำถามว่าจะจ่ายหุ้นด้วยค่าแรง คงต้องคิดให้เป็นตรรกะนิดนึงว่ารายการข้างต้นควรเกิดก่อนจึงจะสามารถมีรายการดำเนินงานอื่นๆต่อไป เพราะในความเป็นจริงคุณไม่สามารถจ่ายค่าใช้จ่ายอื่นๆโดยไม่มีเงินจริง
โดย กม. แล้วกำหนดให้ชำระค่าหุ้นร้อยละ 25 ส่วนที่เหลือก็ยังเป็นภาระผูกพันที่ผู้ถือหุ้นต้องจ่าย ดังนั้นต้องแยกประเด็น การจ่ายค่าแรงให้ผู้ถือหุ้นซึ่งทำหน้ที่เป็นพนักงานด้วย แล้วผู้ถือหุ้นนำเงินค่าแรงมาชำระค่าหุ้นภายหลัง ซึ่งกรณีของคุณอาจทำได้ดังนี้
1.บันทึกรับค่าหุ้นเบื้องต้นร้อยละ 25 ของทั้งหมด
Dr.เงินสด 25,000
Dr.ลูกหนี้ค่าหุ้น 75,000
Cr.ทุนเรือนหุ้น 100,000
2.ต่อมามีการดำเนินการ และจ่ายค่าแรง สมมติ 10,000
Dr.เงินเดือน 10,000
Cr.เงินสด 100,000
Dr.เงินสด 10,000
Cr.ลูกหนี้ค่าหุ้น 10,000
นี่เป็นเพียงการยกตัวอย่างเท่านั้นซึ่งคุณอาจทำวิธีอื่นๆได้อีกแล้วแต่สถานการณ์
อ้วน:
1. ผู้ถือหุ้นอาจไม่ต้องชำระค่าหุ้นด้วยเงินก็ได้ คืออาจชำระค่าหุ้นเป็นทรัพย์สิน หรือ แรงงานก็ได้ คือ
ก) กรณีตามมาตรา 1108 อนุ 5 ในเรื่องกิจการอันพีงทำในที่ประชุมตั้งบริษัทที่บัญญัติว่า
" วางกำหนดจำนวนหุ้นสามัญ หรือหุ้นบุริมสิทธิ ซึ่งออกให้เหมือนหนึ่งว่าได้ใช้เต็มค่าแล้ว หรือได้ใช้แต่บางส่วนแล้ว เพราะใช้ให้ด้วยอย่างอื่นนอกจากตัวเงิน และกำหนดเพียงใด ซึ่งจะถือเอาเป็นว่าได้ใช้เงินแล้ว ถ้าหากจะมีหุ้นเช่นนั้นในบริษัท
ให้แถลงในที่ประชุมโดยเฉพาะว่า ซึ่งจะออกหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิให้เหมือนหนึ่งว่าได้ใช้เงินแล้วเช่นนั้น เพื่อแทนคุณแรงงานหรือตอบแทนทรัพย์สินอย่างใด ให้พรรณาจงชัดเจนทุกประการ "
ในเรื่องนี้มาตรา 1108 อนุมาตรา 5 ได้กำหนดถึงการชำระค่าหุ้นด้วยทรัพย์สินหรือแรงงาน ซึ่งมีหลายประเภทแยกได้ดังนี้คือ
1) หุ้นสามัญ ซึ่งออกให้เสมือนหนึ่งว่า ได้ใช้เต็มค่าแล้วเพราะใช้ด้วยทรัพย์สิน
2) หุ้นบุริมสิทธิ ซึ่งออกให้เสมือนหนึ่งว่า ได้ใช้เต็มค่าแล้วเพราะใช้ด้วยทรัพย์สิน
3) หุ้นสามัญ ซึ่งออกให้เสมือนหนึ่งว่า ได้ใช้เต็มค่าแล้วเพราะใช้ด้วยแรงงาน
4) หุ้นบุริมสิทธิ ซึ่งออกให้เสมือนหนึ่งว่า ได้ใช้เต็มค่าแล้วเพราะใช้ด้วยแรงงาน
5) หุ้นสามัญ ซึ่งออกให้เสมือนหนึ่งว่า ได้ใช้แต่บางส่วนแล้วเพราะใช้ด้วยทรัพย์สิน
6) หุ้นบุริมสิทธิ ซึ่งออกให้เสมือนหนึ่งว่า ได้ใช้แต่บางส่วนแล้วเพราะใช้ด้วยทรัพย์สิน
7) หุ้นสามัญ ซึ่งออกให้เสมือนหนึ่งว่า ได้ใช้แต่บางส่วนแล้วเพราะใช้ด้วยแรงงาน
8) หุ้นบุริมสิทธิ ซึ่งออกให้เสมือนหนึ่งว่า ได้ใช้แต่บางส่วนแล้วเพราะใช้ด้วยแรงงาน
ข) กรณีตามมาตรา 1221 บัญญัติว่า " บริษัทจำกัดจะออกหุ้นใหม่ให้เสมือนหนึ่งว่าได้ใช้เต็มค่าแล้ว หรือได้ใช้แต่บางส่วนแล้วด้วยอย่างอื่นนอกจากให้ใช้เป็นตัวเงินนั้นไม่ได้ เว้นแต่จะทำตามมติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้น "
มาตรา 1221 เป็นบทบัญญัติอยู่ในเรื่องของการเพิ่มทุนบริษัท ซึ่งตามหลักการเพิ่มทุนในบริษัทเอกชนจะต้องมีการออกหุ้นใหม่โดยมติพิเศษที่ประชุมผู้ถือหุ้น ( ป.พ.พ. มาตรา 1220 ) ตามปกติหุ้นที่ออกใหม่โดยการเพิ่มทุน ต้องเสนอให้ผู้ถือหุ้นเดิมซื้อ ( มาตรา 1222 ) และต้องให้ชำระค่าหุ้นเป็นเงินเสมอ แต่บางกรณีบริษัทเพิ่มทุนไม่ใช่เพราะต้องการออกหุ้นใหม่เสนอให้ผู้ถือหุ้นเดิมซื้อ แต่ต้องการออกหุ้นใหม่เพื่อจะรับโอนทรัพย์สินหรือกิจการของบุคคลอื่นมาเป็นของบริษัทแล้วเอาหุ้นที่ออกใหม่ตอบแทนทรัพย์สินหรือกิจการนั้น ดังนั้นเจ้าของทรัพย์สินหรือกิจการนั้นจึงสามารถเข้ามาถือหุ้นในบริษัที่ออกใหม่ได้ โดยไม่ต้องชำระค่าหุ้นเป็นเงินเพราะได้ชำระด้วยทรัพย์สินหรือกิจการของตนแล้ว แต่จะทำได้ต้องได้มติพิเศษที่ประชุมผู้ถือหุ้นเท่านั้น
สรุป การลงทุนด้วยแรงงานสามารถทำได้ครับ แต่จะต้องมีการระบุไว้อย่างชัดเจนในรายงานการประชุมจัดตั้งบริษัท
2. ไม่เข้าใจคำถามที่ว่า หุ้นส่วนดังกล่าว จะลงทุนเหมือนกัน 7 คน หมายความว่า จะลงทุนเป็นแรงงานทั้ง 7 คน หรือทั้ง 7 คน บางคนลงเป็นเงินสด บางคนลงเป็นแรงงาน รบกวนอธิบายเพิ่มเติมด้วยครับ
3. มาดูตัวอย่างกันก่อนครับ เช่น นาย A เป็นผู้วิ่งเต้นแต่แรกจนตั้งบริษัทขึ้นมาได้ หุ้นส่วนคนอื่นๆ ก็สมนาคุณนาย A ด้วยการให้เงิน 5,000 บาทเป็นการตอบแทน นาย A เอาเงิน 5,000 บาทนั้นมาลงทุนในบริษัท ดังนี้ต้องถือว่านาย A นำเงินมาลงทุน ไม่ใช่ลงทุนด้วยแรง
จึงไม่สามารถให้เงินเดือนแล้วนำเงินเดือนมาหักกับการลงทุนด้วยแรงไม่ได้
4. ในส่วนเรื่องของเงินเดือน ก็เป็นเรื่องของเงินเดือน ไม่เกี่ยวกับการลงทุนด้วยแรงงานครับ ดังนั้นเมื่อนายจ้างก็คือบริษัท มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ก็จะต้องแจ้งขึ้นทะเบียนกับทางประกันสังคมครับทั้งในส่วนของนายจ้างและลูกจ้าง
สับสนจัง:
2. ไม่เข้าใจคำถามที่ว่า หุ้นส่วนดังกล่าว จะลงทุนเหมือนกัน 7 คน หมายความว่า จะลงทุนเป็นแรงงานทั้ง 7 คน หรือทั้ง 7 คน บางคนลงเป็นเงินสด บางคนลงเป็นแรงงาน รบกวนอธิบายเพิ่มเติมด้วยครับ
หมายถึงหุ้นส่วนทั้ง 7 คนจะลงทุนและแรงอย่างละเท่าๆกันค่ะ
ขอสงสัยต่อนะคะว่า ถ้าลงทุนเป็นแรงงานได้จะบันทึกบัญชีเมื่อเริ่มจัดตั้งอย่างไรคะ ยังงงอยู่ค่ะ
อีกเรื่องก็คือไม่ค่อยเข้าใจการขึ้นทะเบียนประกันสังคมน่ะค่ะ ว่าถ้าเป็นนายจ้างและมีเงินเดือน จะตีความว่าเป็นทั้งลูกจ้างและนายจ้างได้ใช่มั๊ยคะ เพราะประกันสังคมบางที่บอกว่าในกรณีดังกล่าวไม่ต้องแจ้งประกันสังคม แต่บางที่ก็ให้แจ้งประกันสังคม เลยสับสนจังค่ะ
เคยถามในเวบอื่นแต่ไม่เคลียร์ค่ะ อยากให้คุณอ้วนช่วยตอบด้วย เพราะคุณอ้วนตอบได้ชัดเจนดีค่ะ
gto:
ชายชราสอนการจัดการสากล
เรื่อง ...ปัญหาของแรงงานแลกหุ้น
คำถาม
ถึง ทีมงาน fpm
อยากทราบค่าบริการจดทะเบียนบริษัท ด้วยการชำระค่าหุ้นด้วยแรงงาน ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 2 ล้านบาทครับ เคยไปอบรมกับ อ. ชาย ทำให้ทราบว่ามีอีกหลายอย่างที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้จากแบบฟอร์มมาตรฐานที่ใช้สำหรับการจัดตั้งบริษัท ไม่ทราบว่าทาง fpm คิดค่าบริการยังไง รบกวนขอตัวเลขประมาณเพื่อมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจด้วยครับ
ขอบคุณครับ
สมชาย
คำตอบ
เรื่อง ตอบคำถาม E-mail ของท่าน
เรียน คุณสมชาย
1) การจดทะเบียนบริษัทด้วยการเอาแรงงานแลกหุ้นเป็นเรื่องที่สามารถจะดำเนินการได้ แต่ก็ต้องดูว่า บริษัทของท่านสมควรที่จะจดทะเบียนบริษัทแบบเอาแรงงานแลกหุ้นหรือเปล่า ด้วยเหตุผลตามข้อ 2)
2) ทุน 2.0 ล้านบาท ถ้าเอาแรงงานแลกหุ้น 1.0 ล้านบาท คนที่ได้หุ้น 1.0 ล้านบาท เช่น นาย A ได้หุ้น 1.0 ล้านบาท จะต้องนำหุ้น 1.0 ล้านบาท มารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตอนเดือนมีนาคม ปี 49 แต่ถ้ากระจายหุ้นให้กับคนหลายๆ คน หุ้นที่นำมาคำนวณเป็นรายได้ของแต่ละคนอาจจะอยู่ในเกณฑ์ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ เพราะรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงต้องรู้ว่า 2.0 ล้านบาท จะจ่ายค่าหุ้นด้วยอะไรบ้าง
3) จากข้อ 2) ถ้า A ได้รับคนเดียว 1.0 ล้านบาท A มีภาระภาษีมาก A ก็ควรจะจดทะเบียนด้วยเงินสด และหลังจากนั้นทำรายการบัญชีจ่ายเงินเดือนให้กับ A ทุกเดือน โดย A อาจไม่ได้รับเงินเดือนจริง บริษัทก็ไม่ได้จ่ายเงินสดออกไปจริง (บริษัทระดมทุนไม่ครบ แต่แจ้งว่าจ่ายค่าหุ้นครบ) กรณีแบบนี้ A ก็จะได้หุ้นของบริษัททันทีเช่นกัน และค่อยๆ ล้างรายการลูกหนี้เงินกู้กรรมการ (ค่าหุ้นที่จ่ายมาไม่ครบ) ออกไปจนหมด งานนี้ A ก็มีภาระภาษีน้อย เพราะค่อยๆ ทยอยมีรายได้
4) ถ้าหากจดทะเบียนแรงงานแลกหุ้นจริงๆ ต้องรู้ต้นทุนภาษีให้ได้ ถ้าดูแล้วต้นทุนภาษีสูงมากก็ให้ดำเนินการตามข้อ 3)
5) เมื่อจดทะเบียนด้วยแรงงานแลกหุ้น A ก็ยังคงติดหนี้บริษัทอยู่ เพราะงบดุลบริษัทจะลงแรงงานแลกหุ้นไว้เป็นรายการค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า ดังนั้นหาก A ทำงานไม่ครบตามเกณฑ์ที่มีการแถลงรายละเอียดเอาไว้อย่างชัดเจนในรายงานการประชุมจัดตั้งบริษัท เช่น A แถลงการทำงานแลกหุ้นที่เดือนละ 100,000 บาท ติดต่อกัน 10 เดือน หาก A ทำงานได้แค่ 3 เดือน แล้วเลิกทำงาน A ต้องโดนบริษัทฟ้องร้องให้จ่ายค่าหุ้นที่ค้างอยู่อีก 0.7 ล้านบาท ถ้า A ไม่ยอมจ่าย A จะต้องถูกยึดทรัพย์สินส่วนตัวเอาออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาจ่ายค่าหุ้น
การนำแรงงานแลกหุ้นจึงเป็นการผูกพันการเป็นหนี้บริษัทอย่างชัดเจน ซึ่งสิทธิในการเรียกหนี้ค่าหุ้นคืน 0.7 ล้านบาท ตามที่กล่าวข้างต้นเป็นสิทธิที่เจ้าหนี้ของบริษัทสามารถจะดำเนินการได้ด้วย ไม่ใช่ว่าบริษัทเรียกหนี้ได้แต่เพียงฝ่ายเดียว
เรื่องแรงงานแลกหุ้นจึงต้องพิจารณากันอย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่ใช่ว่านึกจะจดทะเบียนก็จดกัน
ผมคงตอบจดหมายท่านแต่เพียงเท่านี้ หากท่านสงสัยอะไร หรือจะให้ข้อมูลแก่บริษัทเพิ่มเติมเพื่อตอบคำถามให้กับท่าน ขอให้ท่านส่งข้อมูลเพิ่มเติมเข้ามา
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ
ชาย กิตติคุณาภรณ์
www.fpmconsultant.com
E-mail: sumrej@fpmconsultant.com
นำร่อง
[0] ดัชนีข้อความ
[#] หน้าถัดไป
ไปที่เวอร์ชันเต็ม