www.avaccount.com > บอร์ดบัญชีและภาษี

อยากทราบว่าจดทะเบียนแบบ หสน. กับ หจก. ต่างกันยังไงค่ะ

(1/3) > >>

แก้ว:
ถ้าเป็นกิจการร้านอาหารรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายประมาณ

100000-120000 /เดือน ควรจดแบบ หสน. หรือ หจก.ดีค่ะ

อ้วน:
ผมขอแสดงความคิดเห็นเท่าที่ผมทราบนะครับ  

1.  เรามาดูความหมายของคำว่า " หสม. และ หจก. "  กันก่อนครับ  ส่วนคำย่อ " หสน."  อันนี้ผมไม่แน่ใจครับ  เรามาลองดูความหมาย และ ข้อแตกต่างกันครับ



1.1  ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน  ( Ordinary  Partnerships )  คำย่อ " หสม."

1.1.1  คำนิยาม  ตามประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1025  บัญญัติว่า  ห้างหุ้นส่วนสามัญ  คือ ห้างหุ้นส่วนประเภทซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกันเพื่อหนี้ทั้งปวงของหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัด

1.1.2  สถานะ  เป็นบุคคลธรรมดา  ไม่เป็นนิติบุคคล  จึงไม่มีตัวตนแยกออกต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วน  ดังนั้นการที่ห้างชนิดนี้จะไปทำสัญญาติดต่อค้าขายกับบุคคลภายนอก  จะเอาชื่อห้างไปเป็นคู่สัญญาไม่ได้  จะต้องเอาชื่อหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นคู่สัญญา  แต่หุ้นส่วนผู้จัดการนั้นจะต้องระบุไว้ในสัญญาด้วยว่า  ทำการแทนหุ้นส่วนคนอื่นๆ ด้วย  มิฉะนั้นจะกลายเป็นสัญญาส่วนตัวของหุ้นส่วนผู้จัดการคนนั้นไป



1.2  ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล  ( Registered Ordinary Partnership )  คำย่อไม่แน่ใจครับว่าจะใช่  "หสน."  หรือไม่  ไม่ชัวร์เลยครับ

1.2.1  คำนิยาม  เนื่องจากในบทบัญญัติห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลไม่ได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น  จึงต้องนำบทนิยามของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนตามมาตรา  1025  มาใช้เช่นเดียวกันคือ  " ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล  คือ ห้างหุ้นส่วนประเภทซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนต้องร่วมรับผิดชอบกันเพื่อหนี้ทั้งปวงของหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัด "

1.2.2  สถานะ  เป็นนิติบุคคล  เหมือนกับห้างหุ้นส่วนจำกัด และ บริษัทจำกัด  แต่ในปัจจุบัน  ไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากลักษณะของห้างชนิดนี้  ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องร่วมรับผิดชอบโดยไม่จำกัด  



หมายเหตุ  จะเห็นได้ว่าห้างหุ้นส่วนสามัญกฏหมายมิได้บังคับให้ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล  คือจะจดทะเบียนหรือไม่ก็ได้  ดังนั้น  ห้างหุ้นส่วนสามัญตามกฏหมายไทยจึงมี  2  ประเภทคือ

( 1 )  ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน  ( สถานะเป็นบุคคลธรรมดา )

( 2 )  ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน  ( สถานะเป็นนิติบุคคล )



1.3  ห้างหุ้นส่วนจำกัด  ( Limited Partnerships )  คำย่อ "หจก."

1.3.1  คำนิยามตามประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์  ตามาตรา  1077  บัญญัติว่า  " อันห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น คือ ห้างหุ้นส่วนประเภทหนึ่ง  ซึ่งมีผู้เป็นหุ้นส่วน  2  จำพวกดังจะกล่าวต่อไปนี้คือ

( 1 )  ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียว หรือ หลายคน  ซึ่งมีจำกัดความรับผิดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนรับจะลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนนั้นจำนวนพวกหนึ่ง และ

( 2 )  ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคน  ซึ่งต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนไม่มีจำกัดจำนวนอีกพวกหนึ่ง "



ดังนั้นผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น  มีลักษณะคล้ายกับผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญ  คือ

1.  ต้องรับผิดในหนี้สินของห้างโดยไม่มีการจำกัดจำนวน

2.  ต้องรับผิดร่วมกันในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดด้วยกัน

3.  คุณสมบัติของผู้เป็นหุ้นส่วนเป็นสาระสำคัญ



ส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดมีลักษณะแตกต่างกับผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด และผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญ คือมีลักษณะดังนี้คือ

1.  รับผิดในหนี้สินของห้างเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่รับจะลงหุ้น

2.  ไม่ต้องรับผิดในหนี้สินของห้างร่วมกัน

3.  คุณสมบัติของผู้เป็นหุ้นส่วนไม่เป็นสาระสำคัญ



หมายเหตุ  

1.  ห้างหุ้นส่วนจำกัด  จะต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเสมอ  จะไม่จดทะเบียนไม่ได้  ซึ่งเป็นไปตามมาตรา  1078 วรรค 1  จึงเป็นข้อแตกต่างกับห้างหุ้นส่วนสามัญ  เพราะห้างหุ้นส่วนสามัญจะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือไม่ก็ได้

2.  ผู้ที่จะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการในห้างหุ้นส่วนจำกัดได้นั้น  จะต้องเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้น ( มาตรา 1067 )



2.  ถ้าถามตามความเห็นส่วนตัวผมแล้ว  ผมมองว่าธุรกิจร้านอาหารนั้น  มีความไม่แน่นอนสูง  หากไม่มีเงินทุนหมุนเวียน และทำเลที่ตั้งไม่ดี  โอกาสประสบความสำเร็จในธุรกิจค่อนข้างยากครับ  ( มีองค์ประกอบอีกหลายอย่างที่ต้องพิจารณานะครับ )  ในเบื้องต้นผมเสนอให้ประกอบธุรกิจในรูปของบุคคลธรรมดาก่อนครับ  เพราะมีภาระและค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่านิติบุคคลครับ  ไว้เมื่อมีรายได้มากขึ้น และแนวโน้มของธุรกิจมีความมั่นคง  ค่อยมาดำเนินการในรูปของนิติบุคคลก็ได้ครับ

gto:
ชายชราสอนการจัดการสากล

เรื่อง ...ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจร้านอาหาร

คำถาม



เรื่อง  ขอปรึกษาปัญหาเกี่ยวกับธุรกิจ



เรียน  คุณชาย กิตติคุณาภรณ์



   สวัสดีครับ ท่านอาจารย์ผมคิดว่าจะทำธุรกิจเกี่ยวกับร้านอาหารน่ะครับ แต่ยังมีหลายๆ อย่างที่ไม่เข้าใจเกี่ยวกับภาษีน่ะครับ คือผมจะต้องวางแผนภาษีในด้านรายรับรายจ่ายอย่างไร ต้องจดทะเบียนอะไรอย่างไง ประเภทภาษีของธุรกิจที่เกี่ยวข้อง และถ้าผมจะเลิกกิจการต้องทำอย่างไรบ้างครับ ขอบพระคุณมากครับ

    ต้องการให้ตอบกลับทาง : อีเมล์ (E-mail)

   ขอบคุณครับ

   วชิระ



คำตอบ



เรื่อง   ตอบคำถาม



เรียน   คุณวชิระ



อ้างถึง   E-mail ของท่านลงวันที่ 18/8/48



   ท่านจะเลิกกิจการต้องปฏิบัติตามมาตรา 1236, 1247-1273 (ให้ดูใน Web)

   การทำธุรกิจร้านอาหาร

   1. กรณีทำในนามบุคคลธรรมดา ไม่ต้องจดทะเบียน แต่ถ้าหากขึ้นป้ายร้านอาหารก็ให้ไปทำการเสียภาษี ป้ายต่อปี จะต้องยื่นแบบภาษี ภ.ง.ด.90, 94

   ตัวอย่างการคำนวณ

   สมมติรายได้ต่อปี   1,000,000

   หัก ค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา 70%     700,000

   คงเหลือ   300,000

   หัก ค่าลดหย่อนตัวเอง   30,000

   คงเหลือเงินได้สุทธิ     270,000

.

ขั้นเงินได้สุทธิตั้งแต่     เงินได้สุทธิจำนวนสูงสุดของขั้น        อัตราภาษีร้อยละ     ภาษีในแต่ละขั้นเงินได้

   0 – 100,000   100,000   5   ยกเว้น

100,001 – 500,000   170,000   10   17,000

      270,000      17,000

   สรุป ภาษีที่จะต้องเสียต่อปี   =   17,000  บาท

   หมายเหตุ : อาจจะมีค่าลดหย่อนอื่นๆ อาทิ ภรรยาที่ไม่มีเงินได้, บุตร, บิดามารดา, เบี้ยประกันชีวิต เป็นต้น ซึ่งมีเกณฑ์กำหนดไว้



   2. กรณีทำในนามคณะบุคคล ก็ต้องไปจดทะเบียนตั้งเป็นคณะบุคคล และยื่นแบบภาษี ภ.ง.ด.90, 94

   ตัวอย่างการคำนวณ

   สมมติรายได้ต่อปี   1,000,000

   หัก ค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา 70%     700,000

   คงเหลือ   300,000

   หัก ค่าลดหย่อนคณะบุคคล      60,000

   คงเหลือเงินได้สุทธิ     240,000

   

ขั้นเงินได้สุทธิตั้งแต่     เงินได้สุทธิจำนวนสูงสุดของขั้น        อัตราภาษีร้อยละ     ภาษีในแต่ละขั้นเงินได้

      0 – 100,000   100,000   5   ยกเว้น

100,001 – 500,000    140,000         10         14,000

       240,000      14,000



   สรุป ภาษีที่จะต้องเสียต่อปี   =   14,000  บาท

   หมายเหตุ : ภ.ง.ด.94 ยื่นแบบครึ่งปีภายใน 1 ก.ค. ถึง 30 ก.ย. ของทุกปีภาษี และ ภ.ง.ด.90 ยื่นแบบเต็มปี ภายใน 1 ม.ค. ถึง 31 มี.ค. ของทุกๆ ปีถัดจากปีภาษี



   3. กรณีทำในนามบริษัท ก็ต้องไปจดทะเบียนในนามบริษัทและสามารถคำนวณรายรับ – รายจ่าย ตาม รายการที่เกิดขึ้นจริง ตามตัวอย่าง

   สมมติรายได้ต่อปี         1,000,000

   ค่าใช้จ่ายต่อปี              700,000

   กำไรสุทธิ              300,000



   คำนวณภาษีสำหรับบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท

   ขั้นกำไรสุทธิ     0 – 1,000,000 บาท   อัตราร้อยละ   15

   ขั้นกำไรสุทธิ   1,000,001 – 3,000,000 บาท   อัตราร้อยละ   25

   ขั้นกำไรสุทธิ   3,000,001 บาท ขึ้นไป   อัตราร้อยละ   30

   สรุป ต้องจ่ายภาษีต่อปี  300,000 x 15%  =  45,000 บาท

        ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.50, 51

   ข้อดีของการตั้งบริษัท   - สามารถบริหารภาษีได้

   แต่ถ้าตั้งเป็นบริษัทท่านจะต้องปฏิบัติดังนี้

      - ต้องขึ้นทะเบียนเข้าประกันสังคม

      - ต้องทำการบันทึกบัญชีตาม พ.ร.บ.บัญชี 2543

      - ต้องทำการยื่นภาษีต่างๆ เช่น ภ.ง.ด.1, 3, 53, ภ.พ.30 (กรณีเข้าภาษีมูลค่าเพิ่ม) ฯลฯ

      - ต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบงบการเงิน

      - ฯลฯ

   หมายเหตุ : ภ.ง.ด.51 ยื่นแบบครึ่งปี ภายใน 1 ก.ค. - 31 ส.ค. ของทุกปีภาษี และ ภ.ง.ด.50 ยื่นแบบเต็มปี ภายใน 1 ม.ค. - 30 พ.ค. ของทุกๆ ปีถัดจากปีภาษี

   

   จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ



ชาย  กิตติคุณาภรณ์

www.fpmconsultant.com

E-mail: sumrej@fpmconsultant.com

เจน:
ข้อดี ข้อเสีย ของห้างหุ้นส่วนสามัญ(ไม่จดทะเบียน) และ (จดทะเบียน)  กับ ห้างหุ้นส่วนจำกัดแตกต่างกันอย่างไร

หมาน้อย:
อยากทราบว่าต้องการเปิดรับจำนำรถยนต์ต้องทำอย่างไรบ้างค่ะ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

ตอบ

ไปที่เวอร์ชันเต็ม