www.avaccount.com > บอร์ดบัญชีและภาษี

ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่

(1/1)

นิดา:
อย่างในกรณีกระผม ซึ่งเดิมได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่แล้วในกิจการร้านทองซึ่งเป็นกิจการของครอบครัว และต่อมาได้ไปทำธุรกิจเองอีกประเภทหนึ่ง คือเต็นรถมือสอง ซึ่งเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 47 ส่วนกิจการร้านทองจดทะเบียนมูลค่าเพิ่มเมื่อปี 39 โดยในส่วนของเต็นรถได้ตกลงกับทางสรรพากรอำเภอ (ร้านทองอยู่ในตัวจังหวัด) โดยได้เหมาจ่ายเงินได้ คือจ่าย ครึ่งปี 4,000 บาท ซึ่งได้ยื้นเงินได้ไว้ประมาณหนึ่ง1.1ล้านบาท ต่อปี จึงอยากทราบว่าในเมื่อรถมือสองรายได้ทั้งปีไม่ถึง 1.2 ล้าน กฎหมายได้ระบุบหรือบังคับว่าต้องให้กิจการรถมือสองนี้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยหรือไม่ ขณะนี้ทางพนักงานได้เรียกผมไปพบ และจะให้เสียภาษีกิจการรถยนต์มือสองในระบบมูลค่าเพิ่ม และคิดภาษีย้อนหลังตั้งแต่ปี 47 โดยนำเอารายได้ที่แจ้งเสียทุก 6เดือนมาเฉลี่ย คิดเล้วเป็นแสนกว่าบาท มีวิธีใดแก้ไขกรุณาเสนอแนะด้วยจะเป็นพระคุณอย่างสูง ซึ่งในการซื้อขายรถยนต์นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นรถชาวบ้านทั่วไป เราจะเอาใบกำกับภาษีจากเจ้าของรถก็ไม่ได้



อ้วน:
ใจเย็นๆ  ก่อนครับคุณนิดา  ผมขอเสนอความคิดเห็นเป็นข้อๆ  ดังนี้ครับ

1.  ก่อนอื่นขอให้คุณนิดา  ทำความเข้าใจก่อนครับว่า  ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มคือใคร  ดูตามลิงค์เลยครับ

http://www.rd.go.th/publish/7061.0.html

เมื่อเราทราบว่าใครคือผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว  เราก็ต้องมาทำความเข้าใจต่อครับว่า  แล้วใครคือผู้ที่ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม  ดูตามลิงค์ต่อครับ

http://www.rd.go.th/publish/7060.0.html



เมื่อทำความเข้าใจแล้ว  ก็จะเห็นได้ว่า  ทั้งธุรกิจค้าทอง และ ขายรถมือสองนั้น  อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มครับ  แต่ก็มีข้อยกเว้นครับ  หากมีรายได้ทั้งปี ไม่ถึง 1.8 ล้าน  เราจะไม่เข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้ครับ



ที่นี้มาดูต่อครับ  ผมเข้าใจว่ากิจการค้าทองนั้น  ดำเนินธุรกิจในรูปของบุคคลธรรมดา ( สมมติชื่อ นิดา )  ส่วนธุรกิจขายรถมือสองนั้น  ถ้าดำเนินธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา ( สมมติชื่อ นิดา ) ซึ่งเป็นบุคคลคนเดียวกัน  ก็จะต้องรวมรายได้ทั้งค้าทอง และ ขายรถมือสอง มารวมกัน  ซึ่งถ้ารวมกันแล้ว มีรายได้ทั้งปีเกินกว่า 1.2 ล้าน ( ก่อน 1 เมษายน 2548 ) หรือ เกินกว่า 1.8 ล้าน ( ตั้งแต่ 1 เมษายน 2548 )  กฏหมายบังคับต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มครับ  



ประเด็นปัญหาจึงอยู่ที่ว่า  ธุรกิจค้าทอง  ดำเนินธุรกิจในนามใคร  และ ธุรกิจขายรถมือสอง  ดำเนินธุรกิจในนามใคร  ถ้าเป็นคนละคน  ธุรกิจขายรถมือสอง ก็ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มครับ ( เพราะตามข้อมูลที่ให้มา  มีรายได้ทั้งปีไม่ถึง 1.2 ล้านบาท )  แต่ถ้าเป็นบุคคลคนเดียวกัน  ซึ่งธุรกิจค้าทองอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่แล้ว  ก็จะทำให้ธุรกิจขายรถมือสองต้องอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มไปด้วย  โดยอัตโนมัติ  ซึ่งต้องดูแบบ ภพ.01 ครับว่ามีการระบุประเภทว่า ซื้อ-ขายรถหรือไม่  ถ้าไม่มีก็ต้องไปจดเพิ่มประเภทซื้อ - ขายรถ ในแบบ  ภพ.09 ด้วยครับ  และเมื่อมีการขายก็ต้องออกใบกำกับภาษีด้วยครับ



2.  ส่วนการซื้อรถเข้ามา  ไม่จำเป็นครับว่า คุณนิดาต้องได้ใบกำกับภาษีจากผู้ที่มาขายให้เรา  เพราะถ้าผู้ที่ขายให้เราไม่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม  เขาก็ไม่มีสิทธิ์ออกใบกำกับภาษีครับ  แต่เราจะต้องทำหลักฐานการซื้อขายรถยนต์เอาไว้ครับ  และควรจ่ายเป็นเช็คขีดคร่อม และ ระบุชื่อผู้ที่ขาย ( อย่าระบุคำว่า เงินสด ) ถ้าทำได้  ก็จะดีเพราะเป็นหลักฐานพิสูจน์ และปัองกันตัวคุณนิดาเองครับว่า  เราไม่มีเจตนารับซื้อของโจร ( ในกรณีที่รถถูกขโมยมา )



หากคุณนิดา  มีข้อมูลหรือ ข้อสงสัยเพิ่มเติม  ยินดีครับ

ผู้น้อย:
ถ้าเหตุการณ์ของคุณเป็นอย่างที่คุณอ้วนอธิบายคือ ทั้งสองร้านใช้ชื่อนิดาหมด  คุณก็จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่มีอีกกรณีหนึ่งที่ช่วยลดจำนวนเงินภาษีของคุณได้คือ คุณจะต้องให้ความร่วมมือกับพนักงานสรรพากรและคุณขอความอนุเคราะห์จากพนักงานสรรพากรให้คำนวณรายได้ ณ เดือนปัจจุบันได้ไหม เพื่อช่วยลดเงินเพิ่มและเบี้ยปรับในทางภาษีมูลค่าเพิ่มไงค่ะ แล้วจำนวนเงินที่ต้องชำระก็จะลดลงไงค่ะ ดีไหมค่ะ

ทวี:
แล้วอยากทราบว่าเงินรายได้ส่วนอื่น เช่น รายได้จากค่าเช่า รายได้จากดอกเบี้ย รายได้จากค่านายหน้า รายได้จากส่วนแบ่งกำไรจากกองทุนรวม รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ เงินปันผล

เหล่านี้ต้องเอามาคิดรวมใน 1.8 ล้านนี้ด้วยหรือไม่ครับ

อยากรู้:
ดิฉันจดทะเบียนการค้า เพื่อทำธุรกิจรถมือ2แต่ายได้ไม่ถึง1ล้านจะต้อยภาษีรึเปล่าค่ะ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

ไปที่เวอร์ชันเต็ม