www.avaccount.com > บอร์ดบัญชีและภาษี
ค่าจ้างทำของ
เอ:
เนื่องจากสนง.บัญชีบอกว่างค่าจ้างทำของเป็น 40(8) เสมอจริงหรือไม่
อ้วน:
ก่อนที่ผมจะขอแสดงความคิดเห็นไว้ ผมขอทำความเข้าใจก่อนครับว่า " ค่าจ้างทำของ " หรือ สินจ้างตามสัญญาจ้างทำของ มีลักษณะเป็นเงินได้จากการรับทำงานให้ โดยความสัมพันธ์ระหว่างผู้จ่ายเงินได้กับผู้รับเงินได้จะมีลักษณะเป็น "ผู้ว่าจ้าง" กับ "ผู้รับจ้าง" มิใช่ นายจ้าง กับ ลูกจ้าง เงื่อนไขในการจ่ายเงินได้จะจ่ายโดยมุ่งผลสำเร็จของงานเป็นสำคัญ หากผู้รับจ้างทำงานไม่สำเร็จตามที่ตกลงกัน ผู้ว่าจ้างอาจไม่จ่ายค่าจ้างก็ได้ แต่ผู้ว่าจ้างจะไม่มีอำนาจบังคับบัญชาสั่งการผู้รับจ้าง ผู้ว่าจ้างมีอำนาจเพียงติดตามความคืบหน้าเร่งรัดตรวจตราผลงานได้เป็นครั้งคราวเพื่อให้ผลงานเสร็จตามกำหนดเวลา และได้คุณภาพตามที่ตกลงกัน ซึ่งจากลักษณะดังกล่าวอาจพิจารณาออกเป็นเงินได้พีงประเมินตามมาตราต่างๆ ได้ดังนี้
1. เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ( 2 ) นี้ ผู้รับจ้างสามารถรับทำงานได้เองทั้งหมด โดยลำพังแต่เพียงผู้เดียวโดยไม่ต้องจ้างช่วง หรือทำเองได้เกือบทั้งหมด และเป็นงานที่ไม่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก จึงเป็นจุดที่แตกต่างจากเงินได้พีงประเมินตามมาตรา 40 ( 8 ) ซึ่งโดยทั่วไปจะมีค่าใช้จ่ายสูง นอกจากนี้ผู้รับจ้างไม่จำเป็นต้องใช้วิชาชีพ ก็อาจรับทำงานได้จึงเป็นจุดที่แตกต่างจากเงินได้ตามมาตรา 40 ( 6 ) และผู้รับจ้างไม่ต้องจัดหาสัมภาระสำคัญเองจึงเป็นจุดที่แตกต่างจากเงินได้จากการรับเหมาตามมาตรา 40 ( 7 )
2. เงินได้พีงประเมินตามมาตรา 40 ( 6 ) จะมีกรอบแนวคิดของวิชาชีพอิสระสำคัญ 4 ประการดังนี้
2.1 วิชาชีพ หมายถึง อาชีพที่ต้องใช้วิชาการโดยมีการฝึกฝนวิชาแขวงนั้นๆ จนชำนาญ เป็นพิเศษจึงจะสามารถประกอบอาชีพได้ คนทั่วไปไม่สามารถเข้ามาประกอบอาชีพได้ เช่น อาชีพแพทย์ ทนายความ นักบัญชี สถาปนิก วิศวกร เภสัชกร เป็นต้น
2.2 อาชีพที่จะถือเป็น วิชาชีพอิสระ มักจะต้องมีองค์กรควบคุมดูแล หรือรับรองคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาประกอบวิชาชีพนั้นๆ ด้วย
2.3 วิชาชีพอิสระเป็นอาชีพที่มีเจตนามุ่งรับใช้สังคม เช่น แพทย์ต้องรักษาผู้ป่วยโดยไม่เลือกว่าเป็นมิตรหรือศัตรู เป็นต้น
2.4 การประกอบวิชาชีพอิสระส่วนใหญ่ จะมีกฏหมายรองรับเพื่อควบคุมการประกอบวิชาชีพนั้นๆ
3. เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ( 7 ) ได้แก่ เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนด้วยการจัดหาสัมภาระในส่วนสำคัญนอกจากเครื่องมือ ไม่ใช่รับเหมาเฉพาะแรงงานอย่างเดียว เช่น การรับเหมาก่อสร้างบ้านที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนจัดหาสัมภาระในการก่อสร้างมาเอง เช่น อิฐ หิน ปูน ทราย หรือ วัสดุจำเป็นอื่นๆ ในการก่อสร้าง ค่าตอบแทนจะถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 ( 7 )
4. เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ( 8 ) การให้บริการหรือรับจ้างทำของ ซึ่งค่าตอบแทนจะถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 ( 8 ) จะต้องมีลักษณะ 3 ประการดังนี้
4.1 คู่สัญญาสัมพันธ์กันในลักษณะผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้าง ตามสัญญาจ้างทำของ การจ่ายค่าตอบแทน ( ค่าจ้างทำของ ) จะจ่ายโดยมุ่งความสำเร็จของงานเป็นสำคัญ เช่นเดียวกับเงินได้ตามมาตรา 40 ( 2 ) 40 ( 6 ) และ 40 ( 7 )
4.2 ผู้รับจ้างต้องมีค่าใช้จ่ายสูง กล่าวคือ ผู้รับจ้างไม่สามารถทำงานได้เองโดยลำพัง แต่จำเป็นต้องมีการจ้างพนักงาน มีการจัดหาเครื่องมือในการประกอบอาชีพ เครื่องจักร หรืออาจต้องสร้างโรงงาน จึงจะสามารถทำงานได้เสร็จ ส่วนจะครอบคลุมธุรกรรมใดบ้าง และมีค่าใช้จ่ายสูงระดับใดนั้น ยังไม่มีกฏหมายกำหนดไว้เป็นการแน่นอน แต่อย่างน้อยสามารถพิจารณาตัวอย่างของบางธุรกรรมที่กำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักเหมา เริ่มตั้งแต่อัตราร้อยละ 65 ถึง 85 โดยระบุธุรกรรมไว้ถึง 43 ประเภท ซึ่งถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธุรกรรมที่ก่อให้เกิดเงินได้ตามมาตรา 40 ( 8 )
4.3 ผู้รับจ้างเหมาเฉพาะแรงงาน ไม่ต้องรับเหมาจัดหาสัมภาระในส่วนสำคัญนอกเหนือจากเครื่องมือประกอบอาชีพ การจัดหาสัมภาระ วัสดุ วัตถุดิบที่สำคัญ ผู้ว่าจ้างต้องรับผิดชอบเอง
สรุป ในความเห็นส่วนตัวผม ผมคงจะต้องพิจารณาในรายละเอียดเพิ่มเติม ก่อนตัดสินใจว่าจะถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตราใดครับ
เอ:
พอจะเข้าใจที่คุณอ้วนอธิบายนะคะ แต่มีข้อสังสัยว่า หากค่าจ้างทำของนี้เข้าเป็น 40 (2) ไม่ว่าผุ้รับเป็นใครนอกจากมูลนิธิให้หักร้อยละ 3 หรือจะหักตามมาตรา 50(1)
เช่นค่าบริการทำความสะอาด หรือค่าวิทยากร เป็นต้น
อ้วน:
ถ้าเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 ( 1 ) และ 40 ( 2 ) จะต้องหักตามมาตรา 50 ( 1 ) ครับ เพียงแต่ในทางปฏิบัติ ผู้รับอาจจะไม่ใช่ลูกจ้างเราโดยตรง จึงทำให้ยุ่งยากเวลาที่จะคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ดังนั้นจึงมีบางกิจการที่หักเหมาไว้ร้อยละ 5 บ้าง หรือ ร้อยละ 10 บ้าง จากการสอบถามจากทางเจ้าหน้าที่สรรพากร ก็ให้ความเห็นว่า ถ้าจะคำนวณเหมาแล้วไม่ทำให้ตัวภาษีหัก ณ ที่จ่ายต่ำกว่าวิธีที่คำนวณตามมาตรา 50 ( 1 ) ก็สามารถทำได้ครับ
เอ:
ขอบคุณค่ะ
นำร่อง
[0] ดัชนีข้อความ
[#] หน้าถัดไป
ไปที่เวอร์ชันเต็ม