www.avaccount.com > บอร์ดบัญชีและภาษี

ส่งออก

(1/1)

จอย:
อยากถามว่าถ้าจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา มีสิทธิส่งสินค้าออกได้เดือนละกี่เที่ยว (มีจำกัดไหม)

(สินค้าส่งออกกล้วยไม้) และมีเรื่องอัตราภาษีแตกต่างจากธุรกิจอย่างอื่นอย่างไร

สุณิษา:
วิเคราะห์สถานการณ์การตลาดและการพัฒนาตลาดกล้วยไม้



กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดสัมมนา “วิเคราะห์สถานการณ์การตลาดและการพัฒนาตลาดกล้วยไม้” ที่โรงแรมเฟลิกซ์ จังหวัดกาญจนบุรี ระหว่างวันที่ 8-10 กันยายน 2546 เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมการส่งออกกล้วยไม้ให้ยั่งยืนและบรรลุเป้าหมาย ส่งออก 10,000 ล้านบาทภายในระยะเวลา 5 ปี โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอ จากจังหวัด นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี อยุธยา ชลบุรี นนทบุรี สมุทรสาคร และกรุงเทพฯ เข้าร่วมสัมมนาเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์ ซึ่งมีเกษตรกรบรรยายหัวข้อสถานการณ์การผลิต ผู้แทนจากกรมส่งเสริมการส่งออกและผู้ส่งออกบรรยายหัวข้อสถานการณ์การตลาดและการพัฒนาตลาดกล้วยไม้

มีผลสรุปของการสัมมนา ดังนี้

1. ด้านการผลิต มีปัญหาหลัก คือ

1.1 เพลี้ยไฟ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาเพลี้ยไฟได้แล้วแต่ยังมีอุปสรรคด้านการโอนเทคโนโลยีให้กรมส่งเสริมการเกษตรถ่ายทอดให้แก่เกษตรกร ทำให้เกษตรกรยังคงใช้สารเคมีในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชสูงซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 50% ของ ต้นทุนการผลิต

1.2 สารเคมีเจือปนในน้ำ เช่น น้ำมันเครื่อง ยาฆ่าหญ้า สารเคมีและสารซักล้างจากครัวเรือน ภาคการเกษตรอื่นและโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งยังไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่าง เหมาะสมในขณะนี้ ทางออกที่สามารถดำเนินการได้ คือ การจัดสรรพื้นที่ใหม่เพื่อการปลูกกล้วยไม้โดยเฉพาะ

1.3 การวิจัยพันธุ์ใหม่ยังมีน้อย เนื่องจากอายุของกล้วยไม้นานประมาณ 4 ปี

1.4 การขยายพื้นที่ปลูกกล้วยไม้ทำได้ยาก เนื่องจาก ต้นทุนสูงถึง 200,000 บาทต่อไร่ เป็นค่าก่อสร้างโรงเรือน ต้นพันธุ์และอุปกรณ์ (ยังไม่รวมค่าที่ดิน) แต่การกู้เงินจากสถาบันการเงินจะใช้ที่ดินเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ ถ้าที่ดินไร่ละ 100,000 บาท ให้กู้เต็มมูลค่าที่ดินก็ยังไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายต่อไร่ในการขยายการผลิต

1.5 กองทุนกลุ่ม ที่ได้รับการจัดสรรผ่านสหกรณ์การเกษตรได้รับกลุ่มละ 50,000 บาท ไม่เพียงพอต่อการพัฒนา

2. ด้านการตลาด มีลักษณะ ดังนี้

2.1 ตลาดส่งออกหลัก

- ญี่ปุ่น ความต้องการลดลง ต้องการกล้วยไม้ สีอ่อน ขนาดช่อสั้นและยาวปานกลาง

- สหรัฐฯ ต้องการต้นกล้วยไม้ ขนาดช่อยาวพิเศษ

- สหภาพยุโรป ต้องการกล้วยไม้สีแดงถึง 80% ของการส่งมอบแต่ละครั้ง ขนาดช่อสั้นที่สุด ต้องการกล้วยไม้พันธุ์ 20% ปริมาณการส่งมอบแต่ละครั้งลดลง

- จีน ต้องการกล้วยไม้สีแดง วันละ 300,000 ช่อ แต่ราคาต่ำ ขนาดช่อสั้นที่สุด ใช้ประดับในจานอาหาร ตกแต่งโรงแรม และงานแต่งงาน ความต้องการเพิ่มสูงมากขึ้นในช่วงเทศกาล เช่น ตรุษจีน และวันชาติ ซึ่งราคาสูงโดยไม่สนใจคุณภาพ แต่ในอนาคตจีนต้องการกล้วยไม้ช่อยาวมากขึ้น ซึ่งมีราคาสูงมากขึ้น

- ไต้หวัน ต้องการกล้วยไม้สีแดง ถึง 80% ของการส่งมอบแต่ละครั้ง และต้องการขนาดเดียว คือ ช่อยาวพิเศษ

2.2 รูปแบบของกล้วยไม้ที่ส่งออก

- ดอกกล้วยไม้ ส่งออกแบบช่อดอก เด็ดดอก (เพื่อใช้ทำพวงมาลัย ส่งออกได้มากช่วงเดือนเมษายนซึ่งเป็นช่วงวัน เทศกาลในต่างประเทศ) และบูเก้ (จัดเป็นช่อใหญ่ และ ที่ติดเสื้อ)

- ต้นกล้วยไม้ ส่งออกแบบ ต้นกล้วยไม้ในขวด เพื่อนำไปปลูกในไต้หวันหรือฟิลิปปินส์ ก่อนส่งออกต่อไปยังประเทศที่สาม และต้นกล้วยไม้ใหญ่ที่พร้อมจะออกดอก ตลาดหลัก คือ สหรัฐฯและญี่ปุ่น ส่งไปทั้งต้นเมื่อได้รับอากาศเย็นจะออกดอกในต่างประเทศ

2.3 กล้วยไม้ที่ส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศเป็น สินค้าที่มีแนวโน้มตลาด แต่ไม่มีงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติรองรับ ปัจจุบันมีงานมหกรรมกล้วยไม้ เท่านั้น จัดขึ้นทุกปีที่พุทธมณฑล กล้วยไม้พันธุ์ชนะเลิศจากการประกวดในงานจะได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้าในตลาดต่างประเทศเสมอ

2.4 กล้วยไม้ยังเป็นดอกไม้ที่ชาวต่างประเทศรู้จักน้อย ควรประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าหันมาใช้ดอกกล้วยไม้แทนลิลลี่ หรือกุหลาบ

2.5 ปริมาณการส่งมอบในการส่งออกแต่ละครั้งลดลง ต้องการพันธุ์ใหม่ๆ มากขึ้น แต่ผู้ส่งออกและเกษตรกรไม่กล้าปรับเปลี่ยนไปปลูกพันธุ์ใหม่ เนื่องจากตลาดยังต้องการกล้วยไม้พื้นฐานซึ่งเป็นรายได้หลักของทั้งผู้ส่งออกและเกษตรกร

2.6 ปริมาณไม่สม่ำเสมอ เนื่องจากเกษตรกรเน้นตลาดในประเทศซึ่งเป็นตลาดประจำ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีน และสงกรานต์ โดยเกษตรกรจะควบคุมไม่ให้กล้วยไม้ออกดอกตามฤดูกาลปกติแต่จะให้สะสมอาหารเพื่อให้ออกดออกมากที่สุดในช่วงเทศกาล

3. การขนส่ง ระวางไม่เพียงพอ และค่าระวางสูง ค่าระวางมีสัดส่วนถึง 60% ของ ค่าสินค้า โดยเฉพาะการส่งออกต้นกล้วยไม้ซึ่งใช้เนื้อที่มาก และต้องใช้บรรจุภัณฑ์ที่ป้องกันไม่ให้ต้นกล้วยไม้เสียหาย ทำให้มีต้นทุนสูงขึ้น

4. การเชื่อมโยงระหว่างผู้ส่งออกและเกษตรกรในปัจจุบันยังขาดรูปแบบที่ชัดเจน แต่ผู้ส่งออกก็ต้องการให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในวงจรธุรกิจในลักษณะ Cluster แทนการรับซื้อสินค้าอย่างเดียว เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรปลูกกล้วยไม้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น โดยคุณภาพของไม้ดอกหมายถึง มีความคงทน นอกเหนือจากไม่มีแมลงและสีสวย

5. คนกลางยังมีความจำเป็นในการค้ากล้วยไม้ เนื่องจากมีขั้นตอนต่างๆ ที่ผู้ส่งออกรายใหม่หรือผู้นำเข้าที่ส่งออกด้วยตนเองไม่สามารถดำเนินการได้ จึงควรผลักดันการดำเนินการของตลาดให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว โดยในขณะนี้ กรมการค้าภายในได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์รวบรวมผักผลไม้ดอกไม้สดเพื่อการส่งออก (Perishable One Stop Service Export Center-POSSEC) ซึ่งขณะนี้ศูนย์ POSSEC ได้รับอนุมัติค่าใช้จ่ายในการติดตั้งอุปกรณ์ลำเลียงและเครื่องปรับลดอุณหภูมิ ในระหว่างนี้จึงควรเร่งจัดวางรูปแบบการบริหารศูนย์ POSSEC เพื่อเตรียมรองรับการเปิดดำเนินการของศูนย์ POSSEC ต่อไป



ลองอ่านดูนะคะ

สำนักงานบัญชี เรืองหิรัญ คลังบัญชีและภาษีอากร 086-0896768

สณิษา086-0896768:
การส่งออกกล้วยไม้ตามข้อตกลง CITES



ผลจากการประชุม CITES ครั้งที่ 12 ระหว่างวันที่ 3-15 พฤศจิกายน 2545 ที่กรุงซานติอาโก ประเทศชิลี โดยการประชุมนี้มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการค้ากล้วยไม้ในตลาดโลก ซึ่งมีผลกระทบต่อการส่งออกกล้วยไม้ไทย ดังนี้

จากเดิมที่การนำเข้า ส่งออก และนำผ่านระหว่างประเทศภาคีอนุสัญญา CITES สำหรับกล้วยไม้ทุกชนิด รวมถึงพันธุ์ลูกผสมจะต้องมีการขอหนังสืออนุญาตจาก CITES ก่อน โดยมีข้อยกเว้นเฉพาะ ไม้ขวด ไม้ตัดดอก ที่ไม่ต้องขออนุญาต

ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการเรื่องพรรณไม้ (Fauna) โดยประเทศสหรัฐอเมริกาได้เสนอให้มีการยกเว้นแก่กล้วยไม้ลูกผสมจำนวน 6 สกุล (Hybrid) ให้สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องมีหนังสืออนุญาตจาก CITES ได้แก่กล้วยไม้สกุลต่างๆ ดังนี้

- สกุลหวาย (Dendrobium)

- สกุลคัทลียา (Cattleya)

- สกุลซิมบิเดียม (Cymbidium)

- สกุลออนซีเดียม (Oncidium)

- สกุลฟาแลนนอปซีส (Phalaenopsis)

- สกุลแวนด้า (Vanda)

ซึ่งที่ประชุมได้มีมติให้การนำเข้า ส่งออก และนำผ่านสามารถยกเว้นเฉพาะกล้วยไม้สกุลฟาแลนนอปซีส (Phalaenopsis) เท่านั้นภายใต้เงื่อนไขที่ว่า

1. จะต้องเป็นการบรรจุในหีบห่อเดียว เช่นกล่องกระดาษ ลังไม้ ที่แต่ละหีบห่อจะต้องบรรจุกล้วยไม้มากกว่า 100 ต้นขึ้นไป

2. กล้วยไม้ภายในหีบห่อจะต้องเป็นสายพันธุ์เดียวกันเท่านั้น ไม่มีการปนเปกับสกุลอื่น

3. กล้วยไม้ในแต่ละหีบห่อจะต้องพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากการเพาะพันธุ์และจะต้องไม่มีความเสียหายที่เหมือนกับกล้วยไม้ป่า

4. กล้วยไม้จะต้องไม่มีลักษณะที่เป็นพืชจากป่า เช่นมีร่องรอยการถูกทำลายโดยแมลงหรือสัตว์อื่น มีรา ตะไคร่อยู่ที่ใบหรือราก ใบ ส่วนอื่นๆถูกทำลายโดยการเก็บ

5. การส่งจะต้องมีเอกสารแนบเช่น ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ ซึ่งจะต้องระบุจำนวนต้นและแสดงให้เห็นว่าเป็นแบบเดียวกันทั้งขนาด และจะต้องมีการลงนามกำกับโดย ผู้จัดส่ง กล้วยไม้ที่ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าได้รับการยกเว้นจะต้องมีเอกสาร ที่ออกโดย CITES ประกอบเท่านั้น

สำหรับประเทศไทย กล้วยไม้ลูกผสมทุกชนิดไม่อยู่ในกฎหมายพันธุ์พืช (พ.ร.บ. พันธุ์พืช พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. พันธุ์พืช ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2535) การส่งออกไม่ต้องขออนุญาต CITES แต่สำหรับประเทศปลายทาง กล้วยไม้ลูกผสมยังถือรวมเป็นพืชภายใต้สัญญา CITES อยู่ จึงต้องขอหนังสือรับรองการส่งออกพืชลูกผสมอยู่ดี โดยใช้แบบฟอร์มเช่นเดียวกับหนังสืออนุญาต CITES ทั่วๆไป



เอาไปลองศ฿กษาดูก่อนนะ อาจจะเก่าไปจิ๊ด แต่เป็นความรู้นะ

วิเคราะห์สถานการณ์การตลาดและการพัฒนาตลาดกล้วยไม้



กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดสัมมนา “วิเคราะห์สถานการณ์การตลาดและการพัฒนาตลาดกล้วยไม้” ที่โรงแรมเฟลิกซ์ จังหวัดกาญจนบุรี ระหว่างวันที่ 8-10 กันยายน 2546 เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมการส่งออกกล้วยไม้ให้ยั่งยืนและบรรลุเป้าหมาย ส่งออก 10,000 ล้านบาทภายในระยะเวลา 5 ปี โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอ จากจังหวัด นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี อยุธยา ชลบุรี นนทบุรี สมุทรสาคร และกรุงเทพฯ เข้าร่วมสัมมนาเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์ ซึ่งมีเกษตรกรบรรยายหัวข้อสถานการณ์การผลิต ผู้แทนจากกรมส่งเสริมการส่งออกและผู้ส่งออกบรรยายหัวข้อสถานการณ์การตลาดและการพัฒนาตลาดกล้วยไม้

มีผลสรุปของการสัมมนา ดังนี้

1. ด้านการผลิต มีปัญหาหลัก คือ

1.1 เพลี้ยไฟ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาเพลี้ยไฟได้แล้วแต่ยังมีอุปสรรคด้านการโอนเทคโนโลยีให้กรมส่งเสริมการเกษตรถ่ายทอดให้แก่เกษตรกร ทำให้เกษตรกรยังคงใช้สารเคมีในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชสูงซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 50% ของ ต้นทุนการผลิต

1.2 สารเคมีเจือปนในน้ำ เช่น น้ำมันเครื่อง ยาฆ่าหญ้า สารเคมีและสารซักล้างจากครัวเรือน ภาคการเกษตรอื่นและโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งยังไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่าง เหมาะสมในขณะนี้ ทางออกที่สามารถดำเนินการได้ คือ การจัดสรรพื้นที่ใหม่เพื่อการปลูกกล้วยไม้โดยเฉพาะ

1.3 การวิจัยพันธุ์ใหม่ยังมีน้อย เนื่องจากอายุของกล้วยไม้นานประมาณ 4 ปี

1.4 การขยายพื้นที่ปลูกกล้วยไม้ทำได้ยาก เนื่องจาก ต้นทุนสูงถึง 200,000 บาทต่อไร่ เป็นค่าก่อสร้างโรงเรือน ต้นพันธุ์และอุปกรณ์ (ยังไม่รวมค่าที่ดิน) แต่การกู้เงินจากสถาบันการเงินจะใช้ที่ดินเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ ถ้าที่ดินไร่ละ 100,000 บาท ให้กู้เต็มมูลค่าที่ดินก็ยังไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายต่อไร่ในการขยายการผลิต

1.5 กองทุนกลุ่ม ที่ได้รับการจัดสรรผ่านสหกรณ์การเกษตรได้รับกลุ่มละ 50,000 บาท ไม่เพียงพอต่อการพัฒนา

2. ด้านการตลาด มีลักษณะ ดังนี้

2.1 ตลาดส่งออกหลัก

- ญี่ปุ่น ความต้องการลดลง ต้องการกล้วยไม้ สีอ่อน ขนาดช่อสั้นและยาวปานกลาง

- สหรัฐฯ ต้องการต้นกล้วยไม้ ขนาดช่อยาวพิเศษ

- สหภาพยุโรป ต้องการกล้วยไม้สีแดงถึง 80% ของการส่งมอบแต่ละครั้ง ขนาดช่อสั้นที่สุด ต้องการกล้วยไม้พันธุ์ 20% ปริมาณการส่งมอบแต่ละครั้งลดลง

- จีน ต้องการกล้วยไม้สีแดง วันละ 300,000 ช่อ แต่ราคาต่ำ ขนาดช่อสั้นที่สุด ใช้ประดับในจานอาหาร ตกแต่งโรงแรม และงานแต่งงาน ความต้องการเพิ่มสูงมากขึ้นในช่วงเทศกาล เช่น ตรุษจีน และวันชาติ ซึ่งราคาสูงโดยไม่สนใจคุณภาพ แต่ในอนาคตจีนต้องการกล้วยไม้ช่อยาวมากขึ้น ซึ่งมีราคาสูงมากขึ้น

- ไต้หวัน ต้องการกล้วยไม้สีแดง ถึง 80% ของการส่งมอบแต่ละครั้ง และต้องการขนาดเดียว คือ ช่อยาวพิเศษ

2.2 รูปแบบของกล้วยไม้ที่ส่งออก

- ดอกกล้วยไม้ ส่งออกแบบช่อดอก เด็ดดอก (เพื่อใช้ทำพวงมาลัย ส่งออกได้มากช่วงเดือนเมษายนซึ่งเป็นช่วงวัน เทศกาลในต่างประเทศ) และบูเก้ (จัดเป็นช่อใหญ่ และ ที่ติดเสื้อ)

- ต้นกล้วยไม้ ส่งออกแบบ ต้นกล้วยไม้ในขวด เพื่อนำไปปลูกในไต้หวันหรือฟิลิปปินส์ ก่อนส่งออกต่อไปยังประเทศที่สาม และต้นกล้วยไม้ใหญ่ที่พร้อมจะออกดอก ตลาดหลัก คือ สหรัฐฯและญี่ปุ่น ส่งไปทั้งต้นเมื่อได้รับอากาศเย็นจะออกดอกในต่างประเทศ

2.3 กล้วยไม้ที่ส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศเป็น สินค้าที่มีแนวโน้มตลาด แต่ไม่มีงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติรองรับ ปัจจุบันมีงานมหกรรมกล้วยไม้ เท่านั้น จัดขึ้นทุกปีที่พุทธมณฑล กล้วยไม้พันธุ์ชนะเลิศจากการประกวดในงานจะได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้าในตลาดต่างประเทศเสมอ

2.4 กล้วยไม้ยังเป็นดอกไม้ที่ชาวต่างประเทศรู้จักน้อย ควรประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าหันมาใช้ดอกกล้วยไม้แทนลิลลี่ หรือกุหลาบ

2.5 ปริมาณการส่งมอบในการส่งออกแต่ละครั้งลดลง ต้องการพันธุ์ใหม่ๆ มากขึ้น แต่ผู้ส่งออกและเกษตรกรไม่กล้าปรับเปลี่ยนไปปลูกพันธุ์ใหม่ เนื่องจากตลาดยังต้องการกล้วยไม้พื้นฐานซึ่งเป็นรายได้หลักของทั้งผู้ส่งออกและเกษตรกร

2.6 ปริมาณไม่สม่ำเสมอ เนื่องจากเกษตรกรเน้นตลาดในประเทศซึ่งเป็นตลาดประจำ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีน และสงกรานต์ โดยเกษตรกรจะควบคุมไม่ให้กล้วยไม้ออกดอกตามฤดูกาลปกติแต่จะให้สะสมอาหารเพื่อให้ออกดออกมากที่สุดในช่วงเทศกาล

3. การขนส่ง ระวางไม่เพียงพอ และค่าระวางสูง ค่าระวางมีสัดส่วนถึง 60% ของ ค่าสินค้า โดยเฉพาะการส่งออกต้นกล้วยไม้ซึ่งใช้เนื้อที่มาก และต้องใช้บรรจุภัณฑ์ที่ป้องกันไม่ให้ต้นกล้วยไม้เสียหาย ทำให้มีต้นทุนสูงขึ้น

4. การเชื่อมโยงระหว่างผู้ส่งออกและเกษตรกรในปัจจุบันยังขาดรูปแบบที่ชัดเจน แต่ผู้ส่งออกก็ต้องการให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในวงจรธุรกิจในลักษณะ Cluster แทนการรับซื้อสินค้าอย่างเดียว เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรปลูกกล้วยไม้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น โดยคุณภาพของไม้ดอกหมายถึง มีความคงทน นอกเหนือจากไม่มีแมลงและสีสวย

5. คนกลางยังมีความจำเป็นในการค้ากล้วยไม้ เนื่องจากมีขั้นตอนต่างๆ ที่ผู้ส่งออกรายใหม่หรือผู้นำเข้าที่ส่งออกด้วยตนเองไม่สามารถดำเนินการได้ จึงควรผลักดันการดำเนินการของตลาดให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว โดยในขณะนี้ กรมการค้าภายในได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์รวบรวมผักผลไม้ดอกไม้สดเพื่อการส่งออก (Perishable One Stop Service Export Center-POSSEC) ซึ่งขณะนี้ศูนย์ POSSEC ได้รับอนุมัติค่าใช้จ่ายในการติดตั้งอุปกรณ์ลำเลียงและเครื่องปรับลดอุณหภูมิ ในระหว่างนี้จึงควรเร่งจัดวางรูปแบบการบริหารศูนย์ POSSEC เพื่อเตรียมรองรับการเปิดดำเนินการของศูนย์ POSSEC ต่อไป



ลองอ่านดูนะคะ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

ตอบ

ไปที่เวอร์ชันเต็ม