www.avaccount.com > บอร์ดบัญชีและภาษี

อยากทราบความของเดบิต-เคดิต วิธีการลง

(1/3) > >>

bambu:
หนูเป็นพนักงานบัญชีมือใหม่นะค่ะ  ขอความกรุณาแนะนำการลงบัญชี เกี่ยวกับเดบิต-เคดิต ด้วยค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ

link:
มันกว้างมากเลยนะค่ะ แล้วรายละเอียดก็เยอะมากด้วย ถ้ามีปัญหาเราถามตอบกันได้จะสะดวกกว่า ติดต่อได้นะค่ะ

007:
ผมแนะนำว่าควรหาหนังสือหลักบัญชีเบื้องต้นมาอ่านก่อนครับ

sss (ห้องศาลาประชาคม พันทิพ):
เดบิต แปลว่า ซ้าย

เครดิต แปลว่า ขวา



คำแปลมันมีเท่านี้ และก็จำไว้เท่านี้ก็พอ ไม่ต้องไปเปิดดิกชันนารีให้ยุ่งยาก





บัญชีมี 5 เล่ม คือ  1. สินทรัพย์  2. หนี้สิน 3. ทุน 4. รายได้ และ 5. รายจ่าย  ซึ่งก็แตกมาจากสมการบัญชีที่ว่า



สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ





จากสมการบัญชีข้างต้น จะเห็นว่าเราได้สินทรัพย์ และหนี้สิน รวมเป็น 2 เล่มแล้ว  เหลืออีก 3 เล่ม ก็รวมอยู่ใน "ส่วนของเจ้าของ" นั่นแหละ  เพราะส่วนของเจ้าของนั้นก็แยกออกได้เป็น "ทุน + (รายได้ - รายจ่าย)"   คือทุนนั้นเป็นทุนที่เจ้าของกิจการลงตั้งแต่แรกหรือที่เพิ่มทุนในภายหลัง  และถ้ากิจการมีรายได้มากกว่ารายจ่าย ก็จะกลายเป็นกำไรที่ไปเพิ่มส่วนของเจ้าของให้มากขึ้น  แต่ถ้ารายได้น้อยกว่ารายจ่าย ก็กลายเป็นขาดทุนที่จะไปลดทอนส่วนของเจ้าของให้ลดน้อยลง





ฉะนั้น สมการบัญชีจึงแตกออกได้เป็น



สินทรัพย์ = หนี้สิน + (ทุน + (รายได้ - รายจ่าย)





จะเห็นว่าสมการบัญชีมี ฝั่งซ้าย และฝั่งขวา  ซึ่งก็คือ เดบิต และเครดิต นั่นเอง





สินทรัพย์นั้น เวลาอยู่ฝั่งซ้ายของสมการ จะมีค่าเป็นบวก ฉะนั้น เมื่อสินทรัพย์เพิ่มพูน จึงต้องลงบัญชีทางด้านเดบิต  แต่ถ้าเมื่อไหร่สินทรัพย์กลับข้างมาอยู่ฝั่งขวาของสมการ ก็จะมีค่าเป็นลบ ฉะนั้น สินทรัพย์จึงลดลงทางด้านเครดิต เวลาที่จำหน่ายจ่ายโอนสินทรัพย์ออก จึงต้องลงบัญชีทางฝั่งเครดิต





ส่วนหนี้สิน ทุน และรายได้ นั้น เวลาอยู่ฝั่งขวาของสมการจะมีค่าเป็นบวก  ฉะนั้น เมื่อหนี้สิน หรือทุน หรือรายได้ เพิ่มจำนวนขึ้น  จึงต้องลงบัญชีทางด้านเครดิต  แต่ถ้ากลับข้างหนี้สิน ทุน หรือรายได้ ไปอยู่ฝั่งซ้ายของสมการ ก็จะมีค่าเป็นลบ  ซึ่งหมายถึงถ้าหนี้สิน ทุน หรือรายได้ มีจำนวนลดลง ก็ต้องลดลงทางฝั่งซ้าย (เดบิต) ของสมการ





ส่วนรายจ่ายนั้น อยู่ทางฝั่งขวา จะมีค่าเป็นลบ แต่เมื่อกลับข้างมาอยู่ฝั่งซ้าย ก็จะมีค่าเป็นบวกเหมือนกับสินทรัพย์ ฉะนั้น การลงบัญชีรายจ่ายนั้นจึงลงคล้ายๆ กับสินทรัพย์ คือเมื่อเพิ่มจำนวนหรือมูลค่า ก็ต้องบันทึกบัญชีทางฝั่งเดบิร (ซ้าย) และเมื่อลดลง ก็ต้องบันทึกบัญชีทางฝั่งเครติด (ขวา)







ตัวอย่าง 1. สมมุติว่า ในวันที่ 1 ม.ค. 50  นายดำนำเงินสดมาลงทุนในกิจการ 1 แสนบาท   จะเห็นว่าเงินสด (สินทรัพย์) ของกิจการเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน ทุนของกิจการก็เพิ่มขึ้นด้วย  



เมื่อสินทรัพย์เพิ่มขึ้น ก็ต้องบันทึกทางฝั่งเดบิต (ซ้าย)  และทุนเพิ่มขึ้น ก็ต้องบันทึกทางฝั่งเครดิต (ขวา)



เดบิต เงินสด  1,000,000 บาท

.......เครดิต ทุน   1,000,000 บาท



ฉะนั้น จะเห็นว่าสมการทั้ง 2 ฝั่ง เท่ากัน เพิ่มไปพร้อมกันทั้ง 2 ด้าน คือ



สินทรัพย์ (1,000,000 บ.) = หนี้สิน (0 บ.)  +  ส่วนของเจ้าของ (1,000,000 บ.)





ตัวอย่าง 2.  สมมุติว่า ในวันที่ 2 ม.ค. นายดำคนเดิมไปกู้เงินจากธนาคารมาลงทุนเพิ่มในกิจการอีก 5 แสนบาท  



จะเห็นว่า นายดำได้เงินสดจากธนาคารมาเพิ่มอีก 5 แสน เมื่อสินทรัพย์เพิ่มก็ต้องบันทึกบัญชีทางฝั่งเดบิต (ซ้าย)

และเมื่อหนี้สินเพิ่ม ก็ต้องบันทึกบัญชีทางฝั่งเครดิต (ขวา)



เดบิต เงินสด 500,000 บาท

...........เครดิต หนี้สิน 500,000 บาท





จะเห็นว่าสมการบัญชีก็จะเพิ่มขึ้นทั้ง 2 ฝั่งเท่ากันอีก คือ



สินทรัพย์ (1,000,000 + 500,000) = หนี้สิน (500,000) + ส่วนของเจ้าของ (1,000,000)





เมื่อมี transaction เกิดขึ้น คือมีกิจกรรมทางการค้าหรือการเงินเกิดขึ้น  กิจการก็จะบันทึกบัญชีของแต่ละรายการลงไปในสมุดรายวันแบบนี้  เดบิต เครดิต ไปเรื่อยๆ  และแต่ละรายการที่บันทึก ก็จะถูกโพสต์ผ่านไปที่บัญชีแยกประเภท ซึ่งเป็นบัญชีสะสมยอดของบัญชีแต่ละตัวในสมุดรายวัน    แล้วเมื่อถึงวันปิดงบ  ยอดที่สะสมในบัญชีแยกประเภทเหล่านี้ ก็จะถูกนำมาทำงบทดลองเพื่อดูว่าตัวเลขลงตัวมั้ย ถ้าไม่ลงตัว คือยอด 2 ด้านไม่เท่ากัน ก็ต้องหาสาเหตุให้พบ  และถ้าลงตัวแล้ว จึงค่อยนำไปทำงบดุลและงบกำไรขาดทุน เพื่อใช้วัดผลการดำเนินงานของกิจการในแต่ละรอบบัญชีอีกที

bambu:
ขอบคุณ คุณ sss มากค่ะ  ที่ช่วยให้ความกระจ่าง หนูเข้าใจดีขึ้นค่ะ ขอบคุณค่ะ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

ตอบ

ไปที่เวอร์ชันเต็ม