www.avaccount.com > บอร์ดบัญชีและภาษี

นักบัญชีมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคมในความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่

(1/1)

ม.สยาม:
เนื่องจากอ.ให้ทำกรณีศึกษาแล้วต้องการข้อมูลเพิ่มเติมค่ะใครมีความรู้เรื่องนี้กรุณาตอบด้วยนะคะ

NET:
ความรู้เกี่ยวกับพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543



   ในการวางแผนภาษีมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่นักบัญชีควรทราบถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานบัญชี ข้อกำหนด ระเบียบ คำสั่ง ประกาศของกรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกบัญชี การจัดทำงบการเงินหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบัญชีความรู้ที่นักบัญชีควรทราบก่อนการวางแผนภาษีก็คือ พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ซึ่งมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2543 เป็นต้นไป ทำให้นักบัญชีและผู้บริหารจะต้องมีการปรับตัวให้ถูกต้องเป็นไปตามกฎหมายบัญชีที่ได้กำหนดหลักเกณฑ์หรือวิธีการปฏิบัติให้ถูกต้องยิ่งขึ้น เนื่องจากบทลงโทษของพระราชบัญญัติการบัญชีดังกล่าวค่อนข้างรุนแรง

พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543

   ในการจัดทำบัญชีมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่นักบัญชีควรทราบถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานบัญชี ข้อกำหนด ระเบียบ คำสั่ง ประกาศของกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกบัญชี การทำงบการเงินหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบัญชีความรู้ที่นักบัญชีควรทราบในการจัดทำบัญชีของประเทศไทยนั้นได้ใช้กฎหมายในการจัดทำบัญชีตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 285 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 เป็นเวลาค่อนข้างมากและได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมทะเบียนการค้า แต่ก็ยังยึดประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 285 เป็นแม่บทของกฎหมายเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีจนถึงปัจจุบันแต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินธุรกิจหลายปีที่ผ่านมาอย่างรวดเร็วทำให้ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 285 ไม่สอดคล้องกับการจัดทำบัญชีของธุรกิจในภาวะปัจจุบันที่มีความก้าวหน้าในทางบัญชีตลอดจนถึงการจัดทำบัญชีให้เป็นมาตรฐานสากลยิ่งขึ้นกระทรวงพาณิชย์จึงได้พิจารณาเห็นสมควรให้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวโดยได้นำ “พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543” ออกมาใช้แทนภายใน 90 วันนับจากวันที่ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งได้ลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2543 และมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2543 เป็นต้นไปสาระสำคัญของพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มีดังต่อไปนี้

อธิบดีกรมทะเบียนการค้า

   กำหนดให้อธิบดีกรมทะเบียนการค้ามีหน้าที่กำหนดเรื่องดังนี้

   1.  ชนิดของบัญชีที่ต้องจัดทำ

   2.  ข้อความและรายการที่ต้องมีในบัญชี

   3.  ระยะเวลาที่ต้องลงรายการในบัญชี

   4.  เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี

   5.  กำหนดข้อยกเว้นให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีหรือผู้ทำบัญชีไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือส่วนใดส่วนหนึ่ง

   6.  คุณสมบัติและเงื่อนไขของการเป็นผู้ทำบัญชีตามพระราชบัญญัตินี้

ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี

   ในการจัดทำบัญชีของธุรกิจกฎหมายได้กำหนดให้ “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี” จะเป็นผู้รับผิดชอบที่ต้องจัดให้มีการทำบัญชีสำหรับการประกอบธุรกิจของตนเอง ซึ่งผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีตามพระราชบัญญัตินี้ได้แก่

   1.  ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน

   2.  บริษัทจำกัด

   3.  บริษัทมหาชนจำกัด

   4.  นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย

   5.  กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร

   6.  ในกรณีผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีประกอบธุรกิจเป็นประจำในสถานที่หลายแห่งแยกจากกัน ให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการธุรกิจในสถานที่นั้นเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี

   7.  ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเป็นกิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร ให้บุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินการของกิจการนั้นเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี

   8.  รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้บุคคลธรรมดาใด หรือห้างหุ้นส่วนที่มิได้จดทะเบียนประกอบธุรกิจในประเทศไทยตามเงื่อนไขใดเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี โดยให้ประกาศล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 6 เดือนก่อนวันใช้บังคับ

วันเริ่มทำบัญชี

   ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องจัดให้มีการทำบัญชีนับแต่วันเริ่มทำบัญชีดังต่อไปนี้

   1.  ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำกัด  หรือบริษัทมหาชนจำกัด ให้เริ่มทำบัญชีนับแต่วันที่ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดนั้นได้รับการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย

   2. นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทยให้เริ่มทำบัญชีนับแต่วันที่นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศนั้นได้เริ่มต้นประกอบธุรกิจในประเทศไทย

   3.  กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร ให้เริ่มทำบัญชีนับแต่วันที่กิจการร่วมค้านั้นได้เริ่มต้นประกอบกิจการ

   4.  สถานที่ประกอบธุรกิจเป็นประจำในสถานที่หลายแห่งแยกจากกัน ให้เริ่มทำบัญชีนับแต่วันที่สถานประกอบธุรกิจเป็นประจำนั้นเริ่มต้นประกอบกิจการ

การปิดบัญชี

   ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องปิดบัญชีครั้งแรกภายใน 12 เดือน นับแต่วันเริ่มทำบัญชีและปิดบัญชีทุกรอบ 12 เดือน นับแต่วันปิดบัญชีครั้งก่อน เว้นแต่

   1.  เมื่อได้รับอนุญาตจากสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีให้เปลี่ยนรอบปีบัญชีแล้วอาจปิดบัญชีก่อนครบรอบ 12 เดือนก็ได้

   2.  ในกรณีมีหน้าที่จัดทำบัญชีประกอบธุรกิจเป็นประจำ มีสถานประกอบการหลายแห่งให้ปิดบัญชีพร้อมกับสำนักงานใหญ่

การจัดทำงบการเงิน

   ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ และกิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นงบการเงินดังกล่าวต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่ภายใน 5 เดือน นับแต่วันปิดบัญชี สำหรับกรณีของบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยให้ยื่นภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่งบการเงินนั้นได้รับอนุมัติในที่ประชุมใหญ่ ทั้งนี้เว้นแต่มีเหตุจำเป็นทำให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีไม่สามารถจะปฏิบัติตามกำหนดเวลาดังกล่าวได้ อธิบดีอาจพิจารณาสั่งให้ขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลาออกไปอีกตามความจำเป็นแก่กรณีได้

   “งบการเงิน” หมายถึง รายงานผลการดำเนินงาน ฐานะการเงิน หรือเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินของกิจการไม่ว่าจะรายงานโดยงบดุล งบกำไรขาดทุน งบกำไรสะสม งบกระแสเงินสด งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น งบประกอบ หรือหมายเหตุประกอบงบการเงินหรือคำอธิบายอื่นซึ่งระบุไว้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของงบการเงิน

   งบการเงินดังกล่าวจะต้องมีรายงานย่อตามที่อธิบดีประกาศกำหนด โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี เว้นแต่กรณีที่ได้มีกฎหมายเฉพาะกำหนดเพิ่มเติมจากรายการย่อของงบการเงินที่อธิบดีกำหนดไว้แล้ว ให้ใช้รายการย่อตามที่กำหนดในกฎหมายเฉพาะนั้นงบการเงินจะต้องได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เว้นแต่งบการเงินของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยที่มีทุน สินทรัพย์ หรือรายได้ รายการใดรายการหนึ่งหรือทุกรายการไม่เกินที่กำหนดโดยกฎกระทรวงบัญชีและเอกสาร

   1.  ในการจัดทำบัญชีผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้อส่งมอบเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีให้แก่ผู้ทำบัญชีให้ถูกต้องครบถ้วน เพื่อให้บัญชีที่จัดทำขึ้นสามารถแสดงผลการดำเนินงาน ฐานะการเงินหรือการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินที่เป็นอยู่ตามความเป็นจริงและตามมาตรฐานการบัญชี

   2.  ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้ ณ สถานที่ทำการ หรือสถานที่ที่ใช้เป็นที่ทำการผลิตหรือเก็บสินค้าเป็นประจำหรือสถานที่ที่ใช้ทำงานเป็นประจำ เว้นแต่ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีจะได้รับอนุญาตจากสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีให้เก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช่ประกอบการลงบัญชีไว้ ณ สถานที่อื่นได้ การขออนุญาตดังกล่าวให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด และในระหว่างรอการอนุญาตให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้ในสถานที่ที่ยื่นขอนั้นไปพลางก่อนได้ในกรณีจัดทำบัญชีด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์หรือเครื่องมืออื่นใดในสถานที่อื่นใดในราชอาณาจักรที่มิใช่สถานที่ดังกล่าว แต่มีการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์หรือเครื่องมือนั้นมายังสถานที่ดังกล่าวให้ถือว่าได้มีการเก็บรักษาบัญชีไว้ ณ สถานที่นั้นแล้ว

   3.  ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องประกอบการลงบัญชีไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันปิดบัญชีหรือจนกว่าจะมีการส่งมอบบัญชีและเอกสาร ในกรณีที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบบัญชีของกิจการประเภทใดประเภทหนึ่ง ให้อธิบดีโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้เกิน 5 ปี แต่ต้องไม่เกิน 7 ปี ก็ได้

   4.  ถ้าบัญชีหรือเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือเสียหาย ให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีแจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนดภายใน 15 วันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงการสูญหายหรือเสียหายนั้น

   5.  ในกรณีที่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีตรวจพบว่าผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีมิได้เก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีเป็นสาระสำคัญแก่การจัดทำบัญชีไว้ในที่ปลอดภัย ให้สันนิษฐานว่า ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีมีเจตนาทำให้เสียหายทำลาย ซ่อนเร้น หรือทำให้สูญหายหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งบัญชีหรือเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีนั้น เว้นแต่ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีจะพิสูจน์ให้เชื่อได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่กรณีแล้ว เพื่อป้องกันมิให้บัญชีหรือเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือเสียหาย









   6.  ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเลิกประกอบธุรกิจด้วยเหตุใด ๆ โดยมิได้มีการชำระบัญชีให้ส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายใน 90 วัน นับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ และให้สารวัตรใหญ่บัญชี หรือสารวัตรบัญชีเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีดังกล่าวไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี เมื่อผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีร้องขอให้สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีมีอำนาจขยายเวลาการส่งมอบบัญชีและเอกสารได้ แต่ระยะเวลาที่ขยายเมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 180 วันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไม่ครบถ้วนถูกต้อง สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีมีอำนาจเรียกผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีให้ครบถ้วนถูกต้องภายในเวลาที่กำหนด

   7.  งบการเงิน บัญชี และเอกสารที่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีได้รับและเก็บรักษาไว้ ผู้มีส่วนได้เสียหรือบุคคลทั่วไปอาจขอตรวจดูหรือขอภาพถ่ายสำเนาได้ โดยเสียค่าใช้จ่ายตามที่อธิบดีกำหนด

ผู้ทำบัญชี

   ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีจัดให้มี “ผู้ทำบัญชี” ซึ่งเป็นผู้มีคุณสมบัติตามที่อธิบดีกำหนด เพื่อจัดทำบัญชีตามพระราชบัญญัตินี้ และมีหน้าที่ควบคุมดูแลผู้ทำบัญชีให้จัดทำบัญชีให้ตรงต่อความเป็นจริง และถูกต้องตามรพะราชบัญญัตินี้ ในกรณีผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาจะเป็นผู้ทำบัญชีสำหรับกิจการของตนเองได้ ผู้ทำบัญชีต้องจัดทำบัญชีเพื่อให้มีการแสดงผลการดำเนินงาน ฐานะการเงิน หรือการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่เป็นอยู่ตามความเป็นจริงและตามมาตรฐานการบัญชี โดยมีเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีให้ถูกต้องครบถ้วน

การลงรายการบัญชี

   ผู้ทำบัญชีจะต้องปฏิบัติในการลงรายการบัญชีดังนี้

   1.  ลงรายการเป็นภาษาไทย หากลงรายการเป็นภาษาต่างประเทศให้มีภาษาไทยกำกับ หรือลงรายการเป็นรหัสบัญชีให้มีคู่มือคำแปลรหัสที่เป็นภาษาไทยไว้

   2.  เขียนด้วยหมึก ดีดพิมพ์ ตีพิมพ์ หรือทำด้วยวิธีอื่นใดที่ได้ผลในทำนองเดียวกัน

การตรวจสอบ

   ผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีก็คือ “สารวัตรใหญ่บัญชี หรือ สารวัตรบัญชี” มีอำนาจเข้าไปในสถานที่ทำการหรือสถานที่เก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีหรือผู้ทำบัญชีหรือสถานที่รวบรวมหรือประมวลข้อมูลดังกล่าวได้ในระหว่างเวลาทำการของสถานที่นั้น ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ให้สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีมีอำนาจเข้าไปในสถานที่เพื่อยึด หรืออายัดบัญชี และเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีได้ในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกหรือในเวลาทำการของสถานที่นั้น เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าหากเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ บัญชี เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีหรือเอกสารหรือหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกับความผิดดังกล่าวนั้น จะถูกยักย้าย ซุกซ่อน ทำลาย หรือทำให้เปลี่ยนสภาพไปจากเดิม

บทกำหนดโทษ

   1.  ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม

      1.1  ชนิดของบัญชีที่ต้องจัดทำ

      1.2  ข้อความและรายการที่ต้องมีในบัญชี

      1.3  ระยะเวลาที่ต้องลงรายการในบัญชี

      1.4  เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี

      1.5  คุณสมบัติและเงื่อนไขของการเป็นผู้ทำบัญชี

      ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และในกรณีที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม 1.1 – 1.4 ให้ปรับเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละ 500 บาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

   2.  ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีใดไม่จัดให้มีการทำบัญชีต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท และปรับเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละ 1,000 บาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

   3.  ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีผู้ใดไม่ปฏิบัติตาม

      3.1  ปิดบัญชีภายใน 12 เดือน

      3.2  จัดทำงบการเงินและยื่นงบการเงิน

      3.3  ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องส่งมอบเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีแก่ผู้ทำบัญชีให้ถูกต้องครบถ้วน

      3.4  ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องจัดให้มีผู้ทำบัญชีซึ่งเป็นคุณสมบัติตามที่อธิบดีกำหนด ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท

   4.  ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีไม่ปฏิบัติตามในการยื่นงบการเงินให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท





   5.  ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีผู้ใดไม่ปฏิบัติตาม

      5.1  งบการเงินต้องมีรายการย่อตามที่อธิบดีกำหนด

      5.2  ต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้ ณ สถานที่ทำการ

      5.3  ต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ใช้ประกอบการลงบัญชีไม่น้อยกว่า 5 ปี

      5.4  บัญชีหรือเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือเสียหายต้องแจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายใน 15 วัน

      5.5  เมื่อเลิกประกอบธุรกิจต้องส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายใน 90 วัน นับเลิกประกอบธุรกิจ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

   6.  ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีไม่ปฏิบัติโดยงบการเงินต้องได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท

   7.  ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีผู้ใดแจ้งข้อความเป็นเท็จว่า เอกสารที่ตองประกอบการลงบัญชีสูญหาย หรือเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

   8.  ผู้ทำบัญชีผู้ใดไม่ปฏิบัติตามการจัดทำบัญชีเพื่อให้มีการแสดงผลการดำเนินงานฐานะการเงินที่เป็นอยู่ตามความเป็นจริงและตามมาตรฐานการบัญชี โดยมีเอกสารประกอบการลงบัญชีถูกต้องครบถ้วน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท

   9.  ผู้ทำบัญชีผู้ใดไม่ปฏิบัติตาม

      9.1  ลงรายการบัญชีเป็นภาษาไทย หากลงรายการเป็นภาษาต่างประเทศให้มีภาษาไทยกำกับ หรือลงเป็นรหัสบัญชีโดยมีคู่มือคำแปลรหัสที่เป็นภาษาไทย

      9.2  ลงรายการในบัญชีโดยเขียนด้วยหมึก ดีดพิมพ์ ตีพิมพ์ หรือทำด้วยวิธีอื่นใดที่ได้ผลทำนองเดียวกัน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

   10.  ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ผู้ทำบัญชี หรือบุคคลอื่นใดขัดขวางหรือไม่ให้ความสะดวกแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ซึ่งปฏิบัติการหรือฝ่าฝืนคำสั่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

   11.  ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น หรือทำให้สูญหายหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งบัญชีหรือเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในกรณีผู้กระทำความผิดเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

   12.  ผู้ใดลงรายการเท็จ แก้ไข ละเว้นการลงรายการในบัญชีหรืองบการเงิน หรือแก้ไขเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีเพื่อให้ผิดความเป็นจริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในกรณีผู้กระทำความผิดเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

   13.  ในกรณีผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษตามพระราชบัญญัตินี้เป็นนิติบุคคลให้กรรมการผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้แทนนิติบุคคล หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินการของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ๆด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า ตนมิได้มีส่วนรู้เห็นหรือยินยอมในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น

บทเฉพาะกาล

   1.  บรรดากฎกระทรวง หรือประกาศที่ออกตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 285 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ให้ใช้บังคับต่อไปเท่าที่ไม่ขัดแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้จนกว่าจะได้มีกฎกระทรวงหรือประกาศที่ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

   2.  ผู้ใดเป็นผู้ทำบัญชีของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ไม่มีคุณสมบัติของการเป็นผู้ทำบัญชีตามที่อธิบดีกำหนด หากประสงค์จะเป็นผู้ทำบัญชีให้แจ้งต่ออธิบดีตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิประกาศกำหนด ภายใน 60 วันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และเมื่อผู้นั้นเข้ารับการอบรมและสำเร็จการอบรมตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่อธิบดีประกาศกำหนดแล้ว ให้ผู้นั้นเป็นผู้ทำบัญชีต่อไปได้เป็นเวลา 8 ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

   3.  ระหว่างที่ยังไม่มีมาตรฐานการบัญชีที่กฎหมายกำหนด ให้ถือว่ามาตรฐานการบัญชีที่กำหนดโดยสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย ซึ่งคณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพสอบบัญชีได้มีมติให้ประกาศใช้แล้ว เป็นมาตรฐานการบัญชีตามพระราชบัญญัตินี้

   4.  ให้กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากรซึ่งเริ่มต้นประกอบกิจการร่วมค้าอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ไม่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจนกว่าจะเริ่มรอบระยะเวลาบัญชีใหม่หลังจากวันที่พระราชบัญญัติใช้บังคับแล้ว

   5.  ให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีจัดทำให้มีผู้ทำบัญชีให้ถูกต้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ และกำหนดระยะเวลาดังกล่าวอธิบดีโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีจะขยายออกไปอีกตามความจำเป็นแก่กรณีก็ได้ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 1 ปี







ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี

   พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ได้ลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2543 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายเมื่อพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ดังนั้นจะเริ่มมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2543 เป็นต้นไป โดยมีผลทำให้กฎหมายบัญชีฉบับเดิมก็คือประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 285 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ยกเลิกไป ประเด็นหลักที่สำคัญอย่างหนึ่งของพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ได้กำหนดสาระสำคัญไว้ คือ

   1.  ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี

   2.  ความรับผิดชอบในการจัดทำบัญชี

      2.1  ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี

      2.2  ผู้ทำบัญชี

   3.  อำนาจในการตรวจสอบบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชี

   4.  บทกำหนดโทษ

   กฎหมายดังกล่าวนี้ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและแก้ไขเพิ่มเติมไว้จากกฎหมายบัญชีฉบับเดิมค่อนข้างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดหน้าที่ของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีและบทลงโทษที่ไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 เป็นการเพิ่มโทษจากกฎหมายเดิมโดยบทกำหนดโทษมีทั้งโทษปรับและจำคุก สิ่งที่จะต้องนำมาพิจารณาก็คือ ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเป็นใครในองค์กรของธุรกิจ และจะต้องมีหน้าที่ใดบ้างตามพระราชบัญญัติดังกล่าว

   สิ่งแรกจะต้องทราบก่อนว่า ใครเป็น “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี” ตามมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ได้ให้ความหมายคือ “ผู้มีหน้าที่จัดให้มีการทำบัญชีตามพระราชบัญญัตินี้” ดังนั้นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีตามประเภทของธุรกิจก็คือ

ประเภทธุรกิจ   ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี

1.  ร้านค้าบุคคลธรรมดา

2.  ห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิได้จดทะเบียนคณะบุคคล

3.  ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน

4.  บริษัทจำกัด, บริษัทมหาชนจำกัด

5.  นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ

6.  กิจการร่วมค้า

7.  สำนักงานสาขา   1.  เจ้าของ

2.  ผู้จัดการ

3.  หุ้นส่วนผู้จัดการ

4.  กรรมการผู้จัดการ, กรรมการ

5.  ผู้จัดการ

6.  ผู้จัดการ

7.  ผู้จัดการสำนักงานสาขา



   ข้อสังเกต พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ได้มีการแก้ไขกฎหมายบัญชีเดิมที่กำหนดให้บุคคลธรรมดาที่ประกอบธุรกิจตามประเภทที่รัฐมนตรีกำหนดต้องจัดทำบัญชีตามกฎหมายใหม่ได้กำหนดเฉพาะนิติบุคคลและกิจการร่วมค้า (Joint Venture) ตามประมวลรัษฎากรเท่านั้น (ข้อ 3 – 7) ที่ต้องจัดทำบัญชีตามพระราชบัญญัตินี้ บุคคลธรรมดา คณะบุคคล และห้างหุ้นส่วนที่ไม่ได้จดทะเบียนไม่ต้องจัดทำบัญชีตามพระราชบัญญัตินี้เว้นแต่รัฐมนตรีจะออกประกาศให้เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี โดยกฎหมายใหม่ดังกล่าวได้แยกความรับผิดชอบในการจัดทำบัญชีของธุรกิจโดยแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบระหว่างผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีกับผู้ทำบัญชีอย่างชัดเจน ซึ่งมีบทกำหนดโทษทั้งปรับและจำคุกที่ได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ จะเห็นได้ว่า “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี” ก็คือเจ้าของกิจการหรือผู้จัดการหรือกรรมการผู้จัดการของกิจการแต่ละประเภทของนิติบุคคลนั่นเอง และนิติบุคคลที่ไม่ได้กำหนดประเภทไว้ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 นี้ก็ไม่ต้องจัดทำบัญชีตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย เช่น มูลนิธิ สมาคม สหกรณ์ แต่อย่างไรก็ดีหากมีกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องยังคงต้องปฏิบัติตามกฎหมายอื่นที่กำหนดไว้



หน้าที่ของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี

ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้อปฏิบัติอะไรบ้างตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ที่จะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนและถูกต้องดังต่อไปนี้

1.  การเริ่มจัดทำบัญชีของธุรกิจ

ประเภทนิติบุคคล   วันเริ่มทำบัญชี

1.  ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน

2.  บริษัทจำกัด และ บริษัทมหาชนจำกัด

3.  นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย

4.  กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร   1.  วันที่ได้รับการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล

2.  วันที่ได้รับการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล

3.  วันที่เริ่มต้นประกอบธุรกิจในประเทศ



4.  วันที่ได้เริ่มต้นประกอบการ







   ข้อสังเกต สำหรับบุคคลธรรมดา คณะบุคคล หรือห้างหุ้นส่วนที่ไม่ได้จดทะเบียนไม่ต้องจัดทำบัญชี เว้นแต่รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจะออกประกาศให้เป็นผู้ที่มีหน้าที่จัดทำบัญชี ซึ่งเมื่อเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีแล้วจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับวันเริ่มทำบัญชีครั้งแรก และวิธีการจัดทำบัญชีของบุคคลธรรมดาหรือคณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนที่มิได้จดทะเบียนตามที่อธิบดีกรมทะเบียนการค้าได้กำหนดต่อไป

2.  จัดทำบัญชีตามกฎหมาย

   กฎหมายได้กำหนดความรับผิดชอบในการจัดทำบัญชีของธุรกิจให้กับผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีจะต้องจัดให้ธุรกิจมีการจัดทำบัญชีให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดนับแต่วันเริ่มทำบัญชี ชนิดของบัญชีที่นิติบุคคลและผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีตามพระราชบัญญัตินี้จะต้องจัดทำต่อไปนี้

   2.1  บัญชีรายวัน

      2.1.1  บัญชีเงินสด

      2.1.2  บัญชีธนาคาร แยกเป็นแต่ละเลขที่บัญชีธนาคาร

      2.1.3  บัญชีรายวันซื้อ

      2.1.4  บัญชีรายวันขาย

      2.1.5  บัญชีรายวันทั่วไป

   2.2  บัญชีแยกประเภท

      2.2.1  บัญชีแยกประเภทสินทรัพย์ หนี้สินและทุน

      2.2.2  บัญชีแยกประเภทรายได้และค่าใช้จ่าย

      2.2.3  บัญชีแยกประเภทลูกหนี้

      2.2.4  บัญชีแยกประเภทเจ้าหนี้

   2.3  บัญชีสินค้า

   2.4  บัญชีรายวันและแยกประเภทอื่นตามความจำเป็น

   นอกจากนี้การลงรายการในบัญชีรายวันและบัญชีสินค้าผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีจะต้องมีเอกสารประกอบการลงบัญชีทุกรายการที่สามารถแสดงความถูกต้องครบถ้วนของรายการบัญชีตามความเป็นจริงและเป็นที่เชื่อถือได้ ดังนั้น

   เอกสารประกอบการลงบัญชีหมายถึง บันทึก หนังสือ หรือเอกสารใด ๆ ที่ใช้เป็นหลักฐานในการลงรายการในบัญชี ซึ่งแยกออกได้เป็น 3 ประเภท คือ

   1.  เอกที่จัดทำขึ้นโดยบุคคลภายนอก

   2.  เอกสารที่จัดทำขึ้นโดยผู้ที่มีหน้าที่จัดทำบัญชีเพื่อออกให้แก่บุคคลภายนอก

   3.  เอกสารที่จัดทำขึ้นโดยผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเพื่อใช้ในกิจการ

3.  ส่งมอบเอกสารประกอบการลงบัญชี

   ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีจะต้องส่งมอบเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีให้แก่ “ผู้ทำบัญชี” ให้ครบถ้วนถูกต้องเพื่อให้บัญชีที่จัดทำขึ้นสามารถแสดงผลการดำเนินงานฐานะการเงิน หรือการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินที่เป็นอยู่ตามความเป็นจริงและตามมาตรฐานการบัญชี

   ข้อสังเกต มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการบัญชีได้ให้คำจำกัดความ “มาตรฐานการบัญชี “หมายถึง หลักการบัญชีและวิธีปฏิบัติทางการบัญชีที่รับรองทั่วไป หรือมาตรฐานการบัญชีที่กำหนดตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น และมาตรา 43 บทเฉพาะกาลได้กำหนดเงื่อนไขของมาตรฐานการบัญชีเอาไว้ว่า “ระหว่างที่ยังไม่มีมาตรฐานการบัญชีที่กฎหมายกำหนด ให้ถือว่ามาตรฐานการบัญชีที่กำหนดโดยสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย ซึ่งคณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพสอบบัญชีได้มีมติประกาศใช้แล้วเป็นมาตรฐานการบัญชีตามพระราชบัญญัตินี้

4.  จัดให้มีการปิดบัญชี

   ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องจัดให้มีการปิดบัญชีของนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการบัญชีดังนี้

   ก.  ครั้งแรกภายใน 12 เดือนนับแต่วันเริ่มทำบัญชีที่กำหนดตามมาตรา 8 วรรคหกหรือวันเริ่มทำบัญชีตามมาตรา 9 แล้วแต่กรณี

   ข.  ปิดบัญชีทุกรอบ 12 เดือนนับแต่วันปิดบัญชีครั้งก่อน เว้นแต่

1.  เมื่อได้รับอนุญาตจากสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีให้เปลี่ยนรอบบัญชีแล้ว อาจปิดบัญชีก่อนครบรอบ 12 เดือนได้

      2.  ในกรณีมีหน้าที่จัดทำบัญชีตามมาตรา 8 วรรคสอง ให้ปิดบัญชีพร้อมกับสำนักงานใหญ่









5.  จัดทำงบการเงิน

   ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องจัดทำงบการเงินและยื่นงบการเงินต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่ภายใน 5 เดือนนับแต่วันปิดบัญชี ในกรณีที่เป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยให้ยื่นภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่งบการเงินนั้นได้รับอนุมัติในที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ซึ่งงบการเงินดังกล่าวจะต้องมีรายการย่อตามที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี งบการเงินจะต้องได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต งบการเงินตามพระราชบัญญัตินี้ได้แก่

   1.  งบดุล

   2.  งบกำไรขาดทุน

   3.  งบกำไรสะสม

   4.  งบกระแสเงินสด

   5.  งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น

   6.  งบประกอบหรือหมายเหตุประกอบงบการเงิน หรือคำอธิบายอื่นซึ่งระบุไว้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของงบการเงิน

ข้อสังเกต

   กฎหมายได้กำหนดข้อยกเว้นในการตรวจสอบและแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตามมาตรา 11 ไว้ว่า ในกรณีงบการเงินของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยที่มีทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์ หรือรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท รายการใดรายการหนึ่งหรือทุกรายการที่ไม่เกินที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ไม่ต้องจัดให้มีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบงบการเงินได้

6.  การเก็บรักษาบัญชี และเอกสารประกอบการลงบัญชี

   ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีมีหน้าที่ต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้ ณ สถานที่ทำการหรือสถานที่ที่ใช้เป็นการทำผลิตหรือเก็บสินค้าเป็นประจำ หรือสถานที่ที่ใช้เป็นที่ทำงานเป็นประจำ โยเก็บรักษาไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี หากต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้ ณ สถานที่อื่นจะต้องได้รับอนุญาตจากสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี และในระหว่างรอการอนุญาตให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเก็บรักษาบัญชีเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้ในสถานที่ที่ยื่นขอนั้นไปพลางก่อนก็ได้ กรณีจัดทำบัญชีด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์หรือเครื่องมืออื่นใดในสถานที่อื่นใดในราชอาณาจักรที่มิใช่สถานที่ดังกล่าวข้างต้น ให้ถือว่าได้มีการเก็บรักษาบัญชีไว้ ณ สถานที่ดังกล่าวแล้ว

   ข้อสังเกต

   กฎหมายได้ให้อำนาจอธิบดีโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้เกิน 5 ปี แต่ต้องไม่เกิน 7 ปีก็ได้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบบัญชีของกิจการประเภทใดประเภทหนึ่ง

7.  บัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือเสียหาย

   ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องแจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ถ้าบัญชีหรือเอกสารประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือเสียหายโดยให้แจ้งต่อสำนักงานบัญชีที่สถานที่สำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ หรือต่อสำนักงานกลางบัญชีที่สำนักงานกำกับดูแลธุรกิจ กรมทะเบียนการค้าก็ได้ ซึ่งจะต้องแจ้งภายใน 15 วันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงการสูญหายหรือเสียหายนั้น

   ข้อสังเกต

   ในกรณีที่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีตรวจพบว่าบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีที่เป็นสาระสำคัญการจัดทำบัญชีสูญหายหรือถูกทำลายหรือปรากฏว่าบัญชีและเอกสารดังกล่าวมิได้เก็บไว้ในที่ปลอดภัย ให้สันนิษฐานว่าผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีมีเจตนาทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น หรือทำให้สูญหายหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งบัญชีหรือเอกสารนั้น เว้นแต่ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีจะพิสูจน์ให้เชื่อได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่กรณีแล้ว เพื่อป้องกันมิให้บัญชีหรือเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือเสียหาย

8.  กรณีเลิกประกอบธุรกิจ

   เมื่อผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเลิกประกอบธุรกิจด้วยเหตุใด ๆ โดยมิได้มีการชำระบัญชีให้ส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายใน 90 วันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ และให้สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีเก็บรักษาและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีดังกล่าวไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี เมื่อผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีร้องขอให้สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีมีอำนาจขยายเวลาการส่งมอบบัญชีและเอกสารได้ แต่ระยะเวลาที่ขยายเมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 180 วันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไม่ครบถ้วนถูกต้อง สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีมีอำนาจเรียกให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีให้ครบถ้วนถูกต้องภายในเวลาที่กำหนด





9.  ผู้ทำบัญชี

   หน้าที่ที่สำคัญอย่างหนึ่งของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีจะต้องให้มีผู้ทำบัญชีที่จะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่อธิบดีกำหนด เพื่อจัดทำบัญชีตามพระราชบัญญัตินี้ และมีหน้าที่ควบคุมดูแลผู้ทำบัญชีให้ตรงต่อความเป็นจริงและถูกต้อง ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีจะต้องจัดให้มีผู้ทำบัญชีภายใน 1 ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับในกรณีที่มีความจำเป็นอธิบดีโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีจะขยายกำหนดระยะเวลาออกไปอีกได้แต่ต้องไม่เกิน 1 ปี ถ้าผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาจะเป็นผู้ทำบัญชีสำหรับกิจการของตนเองก็ได้

   ข้อสังเกต

   ผู้ทำบัญชีตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัตินี้ หมายถึง ผู้รับผิดชอบในการทำบัญชีของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีไม่ว่าจะได้กระทำในฐานเป็นลูกจ้างของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีหรือไม่ก็ตาม โดยผู้ทำบัญชีจะต้องมีคุณสมบัติและเงื่อนไขของการเป็นผู้ทำบัญชี ในกรณีที่ผู้ใดเป็นผู้ทำบัญชีอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ไม่มีคุณสมบัติของการเป็นผู้ทำบัญชี หากประสงค์จะเป็นผู้ทำบัญชีตามพระราชบัญญัตินี้ต่อไป ให้แจ้งต่ออธิบดีตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนดต่อไปโดยจะต้องแจ้งต่ออธิบดีภายใน 60 วันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติใช้บังคับและเมื่อผู้นั้นเข้ารับการอบรมและสำเร็จการอบรมตามหลักเกณฑ์ วิธรการ และระยะเวลาที่อธิบดีประกาศกำหนดแล้ว ให้ผู้นั้นเป็นผู้ทำบัญชีต่อไปได้เป็นเวลาที่ 8 ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้บังคับใช้ หน้าที่ของ “ผู้ทำบัญชี” มีหน้าที่ตามกฎหมายดังนี้

   1.  ต้องจัดทำบัญชีเพื่อให้มีการแสดงผลการดำเนินงาน ฐานะการเงิน หรือการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่เป็นอยู่ตามความเป็นจริงและตามมาตรฐานการบัญชี โดยมีเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีให้ถูกต้องครบถ้วน ในการจัดทำบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีนั้นอธิบดีมีอำนาจประกาศกำหนดข้อยกเว้นให้ผู้ทำบัญชีไม่ต้องปฏิบัติตามาตรฐานการบัญชีในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรืสอส่วนใดส่วนหนึ่ง

   2.  ในการลงรายการในบัญชี ผู้ทำบัญชีต้องลงรายการเป็นภาษาไทย หากลงรายการเป็นภาษาต่างประเทศให้มีภาษาไทยกำกับ หรือลงรายการเป็นรหัสบัญชีให้มีคู่มือคำแปลรหัสที่เป็นภาษาไทยไว้ และรวมถึงการลงรายการในบัญชีต้องเขียนด้วยหมึกพิมพ์ดีด ตีพิมพ์ หรือทำด้วยวิธีอื่นใดที่ได้ผลในทำนองเดียวกัน



“ผู้ทำบัญชี” ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543

   เมื่อพระราชการบัญชี พ.ศ. 2543 ได้ลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2543 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2543 เป็นต้นไป ณ วันที่กฎหมายได้มีผลบังคับใช้ทำให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีของนิติบุคคลจะต้องจัดให้มี “ผู้ทำบัญชี” ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ให้มีคุณสมบัติครบถ้วนถูกต้องตามมาตรา 19 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวภายใน 1 ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลบังคับใช้ กำหนดระยะเวลาดังกล่าวอธิบดีโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีจะขยายเวลาออกไปอีกตามความจำเป็นแก่กรณีก็ได้ แต่จ้องไม่เกิน 1 ปี ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ได้กำหนดให้นิติบุคคลที่จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการบัญชีหมายถึง

   1.  ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน

   2.  บริษัทจำกัด

   3.  บริษัทมหาชนจำกัด

   4.  นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย

   5.  กิจการร่วมค้า (Joint Venture) ตามประมวลรัษฎากร

   ในกรณีที่กิจการเป็นบุคคลธรรมดาและห้างหุ้นส่วนที่ไม่ได้จดทะเบียนไม่ต้องจัดทำบัญชี เว้นแต่รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจะออกประกาศให้เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ซึ่งเมื่อเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีแล้วจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามพระราชบัญญัติการบัญชี ดังนั้นผู้มีหน้าที่ทำบัญชีของนิติบุคคลดังกล่าวจะต้องจัดให้มีผู้ทำบัญชีภายใน 1 ปี และขยายเวลาได้อีกแต่ไม่เกิน 1 ปี ประเด็นที่สำคัญของกฎหมายนี้ก็คือ ใครเป็นผู้ทำบัญชี ตามมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติการบัญชีได้ให้ความหมายดังนี้

   “ผู้ทำบัญชี” หมายถึง ผู้รับผิดชอบในการทำบัญชีของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีไม่ว่าจะได้กระทำในฐานะเป็นลูกจ้างของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีหรือไม่ก็ตาม

   ผู้ทำบัญชีจึงเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดทำบัญชีของนิติบุคคลเพื่อให้มีการแสดงผลการดำเนินงาน ฐานะการเงินหรือการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินที่เป็นอยู่ตามความเป็นจริงและมาตรฐานการบัญชี ซึ่งเป็นผู้ทำบัญชีจะเป็นพนักงาน ลูกจ้างที่ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนของนิติบุคคลหรือผู้รับทำบัญชีอิสระหรือสำนักงานรับทำบัญชีได้ซึ่งนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการบัญชีจะต้องจัดให้มีผู้ทำบัญชีดังกล่าว แต่ผู้ทำบัญชีตามกฎหมายนี้จะต้องมีคุณสมบัติและเงื่อนไขของการเป็นผู้ทำบัญชีตามที่อธิบดีประกาศกำหนด ซึ่งในพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของการเป็น “ผู้ทำบัญชี” ตามกฎหมาย โดยกำหนดคุณสมบัติและเงื่อนไขของการเป็นผู้ทำบัญชีไว้ตามประกาศของกรมทะเบียนการค้า เรื่อง กำหนดคุณสมบัติและเงื่อนไขของการเป็นผู้ทำบัญชี พ.ศ. 2543 ซึ่งประกาศ ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2543 ปละมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2544 เป็นต้นไป จากหลักเกณฑ์ดังกล่าวสรุปได้ดังนี้

   ผู้ทำบัญชีหมายถึง

    1.  ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชี สมุห์บัญชี หัวหน้าแผนกบัญชี หรือผู้ดำรงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบเช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว กรณีที่เป็นพนักงานของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี

   2.  หัวหน้าสำนักงาน กรณีที่เป็นสำนักงานบริการรับทำบัญชีที่มิได้จัดตั้งในรูปคณะบุคคล

   3.  ผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งรับผิดชอบในการให้บริการรับทำบัญชี กรณีที่เป็นสำนักงานบริการรับทำบัญชีที่จัดตั้งในรูปคณะบุคคล

   4.  กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งรับผิดชอบในการบริการรับทำบัญชี กรณีที่เป็นสำนักงานบริการรับทำบัญชีที่จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคล

   5.  บุคคลธรรมดา กรณีที่เป็นผู้รับจ้างทำบัญชีอิสระ

   6.  ผู้ช่วยผู้ทำบัญชีตามที่กำหนดในข้อ 7 (3) ซึ่งก็คือ “ผู้ทำบัญชีที่รับทำบัญชีของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีปีละเกินกว่า 100 รายต้องจัดให้มีผู้ช่วยผู้ทำบัญชีซึ่งมีคุณวุฒิเช่นเดียวกับผู้ทำบัญชีอย่างน้อย 1 คนในทุก ๆ 100 รายที่เกิน 100 รายแรก เศษของ 100 ถ้าเกินกว่า 50 ให้นับเป็น 100 การนับจำนวนของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีไม่ให้รวมถึงผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่ไม่ได้ทำการค้าขายหรือประกอบการงานแล้ว หรือที่ยังไม่ได้เริ่มทำการค้าขายหรือประกอบการงาน

   7.  บุคคลอื่นนอกจากที่ระบุตาม 1. 2. 3. 4. 5. และ 6. ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการทำบัญชีของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี



คุณสมบัติของผู้ทำบัญชี

   ตามประกาศของกรมทะเบียนการค้า เรื่อง กำหนดคุณสมบัติและเงื่อนไขของการเป็นผู้ทำบัญชี พ.ศ.2543 ประกาศ ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2543 นั้นได้กำหนดให้ผู้ทำบัญชีต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

   1.  มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร

   2.  มีความรู้ภาษาไทยเพียงพอที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ทำบัญชีได้

   3.  ไม่เคยต้องโทษโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เนื่องจากได้กระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชี หรือกฎหมายว่าด้วยผู้สอบบัญชี หรือกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพบัญชี เว้นแต่พ้นระยะเวลาที่ถูกลงโทษมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี

   4.  มีคุณวุฒิดังต่อไปนี้

      ก.  ผู้ทำบัญชีของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน และบริษัทจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยซึ่ง ณ วันปิดบัญชีในรอบปีที่ผ่านมามี

         1.  ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท

         2.  สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท

         3.  รายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท

      ต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าอนุปริญญาหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ทางการบัญชีหรือเทียบเท่าจากสถาบันการศึกษาซึ่งทบวงมหาวิทยาลัยหรือคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) หรือกระทรวงศึกษาธิการเทียบว่าไม่ต่ำกว่าอนุปริญญาหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ทางการบัญชี



      ข.  ผู้ทำบัญชีของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีดังต่อไปนี้ ต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการบัญชีหรือเทียบเท่าจากสถาบันการศึกษาซึ่งทบวงมหาวิทยาลัยหรือคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) หรือกระทรวงศึกษาธิการเทียบว่าไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการบัญชี

1.  ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนและบริษัทจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยซึ่ง ณ วันปิดบัญชีในรอบปีบัญชีที่ผ่านมามีทุนจดทะเบียน หรือสินทรัพย์รวมหรือรายได้รวมรายการใดรายการหนึ่งเกินกว่าที่กำหนดไว้ใน ก.

         2.  บริษัทมหาชนจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย

         3.  นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย

         4.  กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร

   5.  ผู้ประกอบธุรกิจธนาคาร เงินทุน หลักทรัพย์ เครดิตฟองซิเอร์ ประกันชีวิต ประกันวินาศภัย

6.  ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน

      ค.  ในกรณีที่เป็นการเริ่มทำบัญชีรอบปีบัญชีแรกของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี คุณวุฒิของผู้ทำบัญชีให้พิจารณาโดยใช้เกณฑ์ทุนจดทะเบียนตามที่กำหนดไว้ใน ก. และ ข. แล้วแต่กรณี

ผู้ทำบัญชีของบุคคลธรรมดาหรือห้างหุ้นส่วนที่มิได้จดทะเบียน

   ในกรณีที่เป็นผู้ทำบัญชีของบุคคลธรรมดาหรือห้างหุ้นส่วนที่มิได้จดทะเบียน ซึ่งรัฐมนตรีประกาศกำหนดให้เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี คุณวุฒิของผู้ทำบัญชีดังกล่าวให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในคุณสมบัติของผู้ทำบัญชีข้างต้นใน 4. ก. หรือ ข.

เงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของผู้ทำบัญชี

   ในกรณีที่ทุนจดทะเบียน สินทรัพย์รวม หรือรายได้รวมของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีดังกล่าว เปลี่ยนแปลงไปจนทำให้ผู้ทำบัญชีของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีไม่มีคุณสมบัติของการเป็นผู้ทำบัญชีของผู้มีน้าที่จัดทำบัญชีนั้นต่อไป ให้ผู้นั้นสามารถเป็นผู้ทำบัญชีของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีดังกล่าวต่อไปได้เป็นเวลา 2 ปี แต่วันสิ้นรอบปีบัญชีที่มีการเปลี่ยนแปลง

หน้าที่ของผู้ทำบัญชีต้องปฏิบัติ

   ตามประกาศของกรมทะเบียนการค้า เรื่อง กำหนดคุณสมบัติและเงื่อนไขของการเป็นผู้ทำบัญชี พ.ศ. 2543 ประกาศ ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2543 ได้กำหนดให้ผู้ทำบัญชีต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของการเป็นผู้ทำบัญชีดังนี้

   1.  แจ้งรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการทำบัญชีตามแบบ ส.บช.5 พร้อมด้วยหลักฐานตามที่ระบุไว้ในแบบ ส.บช.5 ต่ออธิบดีภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับ (ประกาศของกรมทะเบียนการค้า เรื่อง กำหนดคุณสมบัติและเงื่อนไขของการเป็นผู้ทำบัญชี พ.ศ. 2543 “ข้อ 2. ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2544 เป็นต้นไป”) หรือนับแต่วันเริ่มทำบัญชีแล้วแต่กรณี เว้นแต่ผู้ทำบัญชีที่ระบุไว้ตามมาตรา 42 วรรคสอง (พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 42 วรรค 2 “ผู้ใดเป็นผู้ทำบัญชีของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ไม่มีคุณสมบัติของการเป็นผู้ทำบัญชีตามที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา 7 (6) หากประสงค์จะเป็นผู้ทำบัญชีตามพระราชบัญญัตินี้ต่อไป ให้แจ้งต่ออธิบดีตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนดภายใน 60 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และเมื่อผู้นั้นสำเร็จการอบรมตามหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาที่อธิบดีประกาศกำหนดแล้ว ให้ผู้นั้นเป็นผู้ทำบัญชีต่อไปนี้เป็นเวลา 8 ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ”) ที่ได้ยื่นแบบ ส.บช. 5-ก ไว้แล้ว ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงรายการที่แจ้งไว้ดังกล่าว ผู้ทำบัญชีต้องแจ้งรายการเปลี่ยนแปลงนั้นโดยยื่นแบบ ส.บช. 5 ต่ออธิบดีภายใน 60 วันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง

   2.  เข้ารับการอบรมความรู้เกี่ยวกับวิชาชีพบัญชีอย่างน้อย 1 ครั้งในทุกรอบ 3 ปีจากสถาบันวิชาชีพบัญชีหรือสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานที่อธิบดีมีความเห็นชอบ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาที่อธิบดีประกาศกำหนด เงื่อนไขดังกล่าวให้ปฏิบัติเมื่อพ้นกำหนด 3 ปีนับแต่วันที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับ (ประกาศของกรมทะเบียนการค้า เรื่อง กำหนดคุณสมบัติและเงื่อนไขของการเป็นผู้ทำบัญชี พ.ศ. 2543 “ข้อ 2. ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2544 เป็นต้นไป”)

   3.  ผู้ทำบัญชีที่รับทำบัญชีของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีปีละเกินกว่า 100 รายต้องจัดให้มีผู้ช่วยผู้ทำบัญชีซึ่งมีคุณวุฒิเช่นเดียวกับผู้ทำบัญชีอย่างน้อย 1 คนในทุก ๆ  100 รายที่เกิน 100 รายแรก เศษของ 100 ถ้าเกินกว่า 50 ให้นับเป็น 100 การนับจำนวนของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีดังกล่าวมิให้รวมถึงผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่มิได้ทำการค้าขายหรือประกอบการงานแล้ว หรือที่ยังไม่ได้เริ่มทำการค้าขายหรือประกอบการงาน

ผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติไม่ครบถ้วน

    ตามประกาศกรมทะเบียนการค้า เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการแจ้งการเป็นผู้ทำบัญชี และหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาการเข้ารับการอบรมและสำเร็จการอบรม พ.ศ. 2543 ประกาศ ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2543 ได้กำหนดให้ผู้ทำบัญชีของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ใช้บังคับ แต่ไม่มีคุณสมบัติของการเป็นผู้ทำบัญชีตามที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา 7 (6) ซึ่งได้ออกประกาศไว้แล้วที่ประสงค์จะเป็นผู้ทำบัญชีตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ต่อไป ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

   1.  แจ้งความประสงค์จะเป็นผู้ทำบัญชีตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ต่อไปต่ออธิบดี ในระหว่างวันที่ 10 สิงหาคม 2543 ถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2543 โดยใช้แบบแจ้งเป็นผู้ทำบัญชีที่แนบท้ายประกาศนี้ (แบบ ส.บช. 5-ก) พร้อมด้วยหลักฐานเอกสารตามที่ระบุไว้ในแบบ ส.บช. 5-ก ดังนี้

ก.  ในกรณีผู้แจ้งมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานครหรือจังหวัดนนทบุรีให้ยื่นแบบแจ้งเป็นผู้ทำบัญชีต่อสำนักงานกำกับดูแลธุรกิจ กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ ถนนนนทบุรี 1 ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี รหัสไปรษณีย์ 11000

ข.  ในกรณีที่ผู้แจ้งมีภูมิลำเนาอยู่ในท้องที่อื่นนอกจาก ก. ให้ยื่นแบบแจ้งเป็นผู้ทำบัญชีต่อสำนักงานทะเบียนการค้าจังหวัดที่ผู้แจ้งมีภูมิลำเนาอยู่ในเจตจังหวัดนั้น

ค.  การยื่นแบบแจ้งเป็นผู้ทำบัญชีจะใช้วิธีส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังสถานที่ตาม ก. หรือ ข. แล้วแต่กรณีก็ได้ โดยจะถือวันที่ที่ไปรษณีย์ต้นทางประทับตราเป็นเกณฑ์ว่าได้ยื่นเมื่อใด ทั้งนี้ผู้ยื่นแบบแจ้งเป็นผู้ทำบัญชีจะต้องแนบซองติดตราไปรษณียากรจ่าหน้าซองถึงตนเองไปด้วยเพื่อประโยชน์ในการแจ้งตอบรับ

ง.  การยื่นแบบแจ้งเป็นผู้ทำบัญชีดังกล่าวข้างต้น หากปรากฏหลักฐานเอกสารครบถ้วนถูกต้องโดยสมบูรณ์จะถือว่า ได้ยื่นแบบแจ้งนับแต่วันที่ยื่นแบบหรือวันที่ประทับตราไปรษณีย์ต้นทางแล้วแต่กรณี หากปรากฏว่าหลักฐานเอกสารไม่ครบถ้วนถูกต้องสมบูรณ์จะแจ้งให้ผู้แจ้งทราบและผู้แจ้งจะตองแก้ไขให้ถูกต้องครบถ้วนภายในกำหนด 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง หากผู้แจ้งได้ดำเนินการแก้ไขภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ก็จะถือว่าได้ยื่นแบบแจ้งเป็นผู้ทำบัญชีไว้โดยถูกต้องครบถ้วนตั้งแต่แรก หากผู้แจ้งไม่ดำเนินการแก้ไขให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ก็จะถือว่าผู้แจ้งไม่ประสงค์จะแจ้งเป็นผู้ทำบัญชีต่อไป

   2.  การเข้ารับการอบรมและสำเร็จการอบรมหลักสูตรความรู้เกี่ยวกับวิชาชีพบัญชีและมาตรฐานการบัญชี จากสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานอื่น ตามวัน เวลา และสถานที่อบรม โดยเสียค่าธรรมเนียมในการอบรมตามที่กรมทะเบียนการค้าจะประกาศกำหนดต่อไป

   3.  เกณฑ์การตัดสินการสำเร็จการอบรม

   ผู้เข้ารับการอบรมที่ถือว่าสำเร็จการอบรมจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังนี้

ก.  มีระยะเวลาการเข้ารับการอบรมนับรวมกันได้ไม่น้อยกว่า 90% ของระยะเวลาอบรมที่กำหนดไว้ทั้งหลักสูตร

ข.  ผ่านการทดสอบความรู้ในวิชาที่อบรมทั้งสูตรโดยต้องได้คะแนนรวมไม่น้อยกว่า 60% ด้วยวิธีการสอบข้อเขียน การประเมินจากการทำรายงานของผู้เข้ารับการอบรม การทำแบบฝึกหัด หรือการสอบสัมภาษณ์ วิธีการใดวิธีการหนึ่งหรือหลายวิธีการรวมกันตามที่กรมทะเบียนการค้าประกาศกำหนด

ข้อความและรายการที่ต้องมีในบัญชี

   ข้อความและรายการที่ต้องมีบัญชีที่ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีจะจ้องจัดทำได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขไว้ตามประกาศกรมทะเบียนการค้าดังนี้

   1.  ปกด้านหน้ากรณีเป็นสมุดบัญชีหรือแผ่นหน้าของบัญชี กรณีที่บัญชีเป็นแผ่นต้องมีข้อความดังต่อไปนี้

      1.1  ชื่อนิติบุคคล กรณีที่ไม่ใช่นิติบุคคลให้ใช้ชื่อทางการค้าหรือชื่อของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี

      1.2  ชนิดของบัญชี

   1.3  ตัวเลขไทยหรืออารบิค ลำดับเล่มบัญชีแต่ละชนิด ถามีมากกว่าหนึ่งเล่มต้องเรียงลำดับเล่มต่อเนื่องกัน

   2.  บัญชีรายวัน บัญชีแยกประเภททุกชนิดและบัญชีสินค้า ต้องมีข้อความและรายการในบัญชีดังต่อไปนี้

2.1  ชื่อบัญชี วัน เดือน ปี เลขที่ของเอกสารประกอบการลงบัญชีหรือหน้าบัญชี หรือรหัสที่อ้างอิงรายการบัญชีและจำนวนเงิน

      2.2  หน้าบัญชีต้องมีตัวเลขไทยหรืออารบิคเรียงลำดับทุกหน้า

      2.3  รายการในบัญชีที่เป็นจำนวนเงินต้อเป็นหน่วยเงินตราไทย

   3.  บัญชีแต่ละชนิดต้องมีรายการต่อไปนี้เพิ่มขึ้น

3.1  บัญชีเงินสดหรือบัญชีธนาคาร ให้มีรายละเอียดการได้มาหรือจ่ายไปซึ่งเงินสด  เงินในธนาคาร แต่ถ้ามีรายละเอียดดังกล่าวในเอกสารประกอบการลงบัญชีหรือบัญชีรายวันชนิดหนึ่งชนิดใดแล้ว จะลงรายการรับหรือจ่ายเงินประเภทเดียวกันเป็นยอดรวมก็ได้

3.2  บัญชีรายวันซื้อหรือบัญชีรายวันขายให้มีรายละเอียด ชนิด ประเภท จำนวน และราคาของสินค้าหรือบริการที่ซื้อขาย แต่ถ้ามีรายละเอียดดังกล่าวในเอกสารประกอบการลงทะเบียนใดแล้ว จะลงรายการซื้อหรือขายสินค้าหรือบริการนั้นเป็นยอดรวมก็ได้

      3.3  บัญชีรายวันทั่วไป ให้มีคำอธิบายรายการบัญชี

   3.4  บัญชีแยกประเภทสินทรัพย์ หนี้สิน และทุนให้มีรายละเอียดการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของสินทรัพย์ หนี้สินและทุน โดยให้อ้างชนิดของบัญชีและหน้าบัญชีหรือรหัสที่อ้างอิงด้วย

3.5  บัญชีแยกประเภทรายได้และค่าใช้จ่าย ให้มีรายละเอียดที่มาแห่งรายได้หรือค่าใช้จ่าย โดยให้อ้างชนิดของบัญชีและหน้าบัญชีหรือรหัสที่อ้างอิงด้วย

3.6  บัญชีแยกประเภทลูกหนี้หรือบัญชีแยกประเภทเจ้าหนี้ ให้มีชื่อลูกหนี้หรือเจ้าหนี้ การแสดงรายการบัญชีให้มีรายละเอียดการก่อหนี้หรือระงับหนี้ การลงรายการดังกล่าวให้อ้างอิงชนิดของบัญชีและหน้าบัญชีหรือรหัสที่อ้างอิงด้วย

3.7  บัญชีสินค้า ให้มีชื่อ ชนิด จำนวน หน่วยนับ รายละเอียดการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งสินค้าและจำนวนสินค้านั้น

ระยะเวลาที่ต้องลงรายการในบัญชี

   การลงรายการในบัญชีต้องลงรายการให้แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาดังต่อไปนี้

   1.  บัญชีเงินสด บัญชีธนาคาร และบัญชีรายวันทุกชนิด ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่รายการนั้นเกิดขึ้น

   2.  บัญชีแยกประเภท ต้องผ่านรายการจากบัญชีเงินสด บัญชีธนาคาร และบัญชีรายวันทุกชนิดภายใน 15 วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่รายการนั้นเกิดขึ้น

   3.  บัญชีสินค้า ภายใน15 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่รายการนั้นเกิดขึ้น

   4.  การลงรายการยอดคงเหลือในบัญชีเงินสด บัญชีธนาคาร บัญชีแยกประเภททุกชนิด และบัญชีสินค้า ณ วันปิดบัญชีแต่ละงวด ต้องลงให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันปิดบัญชี

เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี

   การลงรายการในบัญชีเงินสด บัญชีธนาคาร บัญชีรายวันและบัญชีสินค้า ต้องมีเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีทุกรายการที่สามารถแสดงความถูกต้องครบถ้วนของรายการบัญชีตามความเป็นจริงและเชื่อถือได้

   เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี หมายถึง บันทึก หนังสือ หรือเอกสารใด ๆ ที่ใช้เป็นหลักฐานในการลงรายการในบัญชี ซึ่งแยกออกได้เป็น 3 ประเภทคือ

   1.  เอกสารที่จัดทำขึ้นโดยบุคคลภายนอก

   2.  เอกสารที่จัดทำขึ้นโดยผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี เพื่อออกให้แก่บุคคลภายนอก

   3.  เอกสารที่จัดทำขึ้นโดยผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเพื่อใช้ในกิจการ

   การลงรายการในบัญชีต้องใช้เอกสารข้อ 1. หรือ 2. แล้วแต่กรณีก่อน เว้นแต่ไม่มีเอกสารดังกล่าวจึงให้ใช้เอกสารข้อที่ 3. เอกสารประกอบการลงบัญชีทุกประเภทต้องมีรายการดังต่อไปนี้

   1.  ชื่อหรือชื่อที่ใช้ในการประกอบธุรกิจของผู้จัดทำเอกสาร

   2.  ชื่อของเอกสาร

   3.  เลขที่ของเอกสารและเล่มที่ (ถ้ามี)

   4.  วัน เดือน ปีที่ออกเอกสาร

   5.  จำนวนเงินรวม

   เอกสารที่จัดทำขึ้นโดยผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี เพื่ออกให้แก่บุคคลภายนอก นอกจากต้องมีรายการดังกล่าวข้างต้นแล้วจะต้องมีรายการต่อไปนี้เพิ่มเติม คือ

   1.  กรณีเอกสารเพื่อเป็นหลักฐานในการชำระ รับฝาก รับเงิน หรือตั๋วเงินต้องมีรายการเพิ่มขึ้นดังนี้

      1.1  เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของกิจการที่จัดทำเอกสาร

      1.2  สถานที่ตั้งของกิจการที่จัดทำเอกสาร

      1.3  รายละเอียดเกี่ยวกับการรับเงินหรือตั๋วเงิน

   1.4  ชื่อ ชนิด จำนวน หน่วยนับ ราคาต่อหน่วยและราคาของสินค้าหรือบริการแต่ละรายการ เว้นแต่ได้ระบุรายละเอียดดังกล่าวไว้ในเอกสารข้างต้นแล้ว

      1.5  ลายมือของผู้รับเงินหรือตั๋วเงิน

   2.   กรณีเพื่อเป็นหลักฐานในการจำหน่าย จ่ายโอน ส่งมอบสินค้าหรือบริการโดยยังมิได้มีการชำระเงินหรือตั๋วเงิน ต้องมีรายการเพิ่มขึ้นดังนี้

      2.1  เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของกิจการที่จัดทำเอกสาร

      2.2  สถานที่ตั้งของกิจการที่จัดทำเอกสาร

      2.3  ชื่อ ชนิด จำนวน หน่วยนับ ราคาต่อหน่วยและราคาของสินค้าหรือบริการแต่ละรายการ

      2.4  ชื่อหรือชื่อที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ และที่อยู่ของผู้ซื้อหรือผู้รับสินค้าหรือผู้รับบริการ

      2.5  ลายมือชื่อผู้จัดทำเอกสาร

      2.6  ลายมือชื่อผู้รับสินค้าหรือผู้รับบริการ

      เอกสารที่จัดทำขึ้นโดยผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเพื่อออกให้แก่บุคคลภายนอกต้องมีสำเนาเก็บไว้อย่างน้อย 1 ฉบับ

   3.  เอกสารที่จัดทำขึ้นโดยผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเพื่อใช้ในกิจการ นอกจากต้องมีรายการดังกล่าวข้างต้นแล้ว ต้องมีรายการเพิ่มขึ้นดังนี้

      3.1  คำอธิบายรายการ

      3.2  วิธีการและการคำนวณต่าง ๆ ที่ใช้ในการจัดทำบัญชี (ถ้ามี)

      3.3  ลายมือชื่อของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี หรือผู้ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อนุมัติรายการ

   4.  เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีที่นำเป็นภาษาต่างประเทศ สารวัตรใหญ่บัญชี และสารวัตรบัญชีอาจสั่งให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีหรือผู้ทำบัญชีจัดการแปลเป็นภาษาไทยภายในเวลาที่กำหนดเพื่อใช้ประโยชน์ในการตรวจสอบก็ได้



การนำส่งงบการเงิน

    เมื่อกิจการได้มีการจัดทำงบการเงินเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีแล้วจะต้องนำงบการเงินดังกล่าวไปให้ผู้ตรวจสอบสอบบัญชี (Auditor) ตรวจสอบและรับรองรายงานการสอบบัญชี ต่อจากนั้นจะต้องนำงบการเงินไปขออนุมัติต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น แล้วนำส่งกระทรวงพาณิชย์ กรมทะเบียนการค้า กองบัญชีธุรกิจ ดังนั้นระยะเวลาในการนำส่งงบการเงินมีดังนี้









ประเภทธุรกิจ   ระยะเวลานำส่ง

ก.









ข.

         ห้างหุ้นส่วนจำกัด

ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล

สาขานิติบุคคลต่างประเทศ

กิจการร่วมค้า

บริษัท จำกัด

บริษัทมหาชนจำกัด   ก.









ข.   ภายใน 5 เดือน นับแต่วันปิดบัญชี

บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นส่งภายใน 14 วัน

นับแต่วันประชุมสามัญประจำปี

ภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่งบดุลได้

นับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น

ของบริษัท

         



   



















เอกสารที่ต้องนำส่ง

   การนำส่งงบการเงินให้กับกระทรวงพาณิชย์ กรมทะเบียนการค้า กองบัญชีธุรกิจนั้นจะต้องประกอบไปด้วยเอกสารดังนี้

   ก.  แบบนำส่งงบดุลและงบกำไรขาดทุน (ส.บช. 3)    1  ชุด

   ข.  รายงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต         2  ชุด

   ค.  งบดุลและงบกำไรขาดทุน            2  ชุด

   ง.  สำเนารายชื่อผู้ถือหุ้น            1  ชุด

   หมายเหตุ   ถ้าอยู่นอกเขต กรุงเทพฯ ต้องส่งเอกสารในข้อ ข. ค. และ ง. เพิ่มอีกอย่างละ 1 ชุด



town:
มีครับ  เพราะความรู้ในทางบัญชีถือเป็นวิชาชีพแขนกหนึ่ง  ที่มีส่วนรับผิดชอบในข้อมูลต่อผู้ใช้งบการเงินครับ

Suchada:
อยากทราบว่านักบัญชีมความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างไรบ้างค่ะ ขอคำตอบมากๆหน่อยน่ะค่ะ (ขอบคุณค่ะ)

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

ตอบ

ไปที่เวอร์ชันเต็ม