www.avaccount.com > บอร์ดบัญชีและภาษี

กรณีจ่ายค่าที่ปรึกษาไปต่างประเทศ (ประเทศบัลแกเรีย)

(1/2) > >>

ที:
1.กรณีนิติบุคคลประเทศบัลแกเรีย เรียกเก็บค่าที่ปรึกษาในการทำวิจัยและพัฒนาสินค้า เป็นเงินดอลล่า และเป็นประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อน ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้กี่เปอร์เซ็นต์

2.กรณีนิติบุคคลประเทศอิตาลี เรียกเก็บค่าวิศวกรรมในกรณีค่าออกแบบผลิตภัณฑ์ เป็นเงินดอลล่า และเป็นประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อน ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้กี่เปอร์เซ็นต์

007:
ถ้าการให้คำปรึกษาเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่

เจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ โดยบริษัทฯ ตกลงจ่ายเงินค่าบริการ ให้แก่ผู้ประกอบการในต่างประเทศโดยตรง และนิติบุคคลต่างประเทศไม่มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย ดังนั้น การจ่ายเงินค่าบริการดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นกำไรจากธุรกิจ (Business

Profit) บริษัทต่างประเทศ จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย



หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า การให้คำปรึกษาและแนะนำ

ของผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวมีลักษณะเป็นการให้ข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งบริษัทต่างประเทศมีสิทธิหวงกันแล้ว ค่าตอบแทนการให้บริการ (Supervision Fee) ย่อมเข้าลักษณะเป็น “ค่าสิทธิ” บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องหักภาษี 15% จากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายและนำส่งกรมสรรพากรตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร

007:
สรุป ภาษีซ้อน

   ภาษีซ้อนหมายถึง การจัดเก็บภาษีจากเงินได้จำนวนเดียวกันมากกว่า 1 ครั้ง หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เงินได้ จำนวนเดียวกัน ถูกนำมาใช้เป็นฐานในการคำนวณเรียกเก็บภาษีเกินกว่าหนึ่งครึ่ง

   ลักษณะความซ้ำซ้อนภาษี แยกพิจารณาได้เป็น

1.ภาษีซ้อนเชิงเศรษฐกิจ (Economic Taxation) หมายถึง กรณีที่เงินได้จำนวนเดียวกันถูกนำมาใช้เป็นฐานในการจัดเก็บภาษีโดยรัฐ รัฐหนึ่งมากกว่าหนึ่งครั้ง ซึ่งเป็นการเรียกเก็บจากบุคคลสองคน หรือมากกว่านั้น

Ex การที่กำไรของบริษัทถูกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลครั้งหนึ่งและเพื่อนำกำไรหลังเสียภาษีเงินได้แล้วไปจ่ายเป็นเงินปันผลให้แก่บุคคลธรรมดาผู้ถือหุ้น เงินปันผลจำนวนดังกล่าวก็จะถูกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีกครั้งหนึ่ง

2.ภาษีซ้อนเชิงอำนาจรัฐ (Juridical Doble Taxation) หรือภาษีซ้อนระหว่างประเทศ

หมายถึง กรณีที่เงินได้ จำนวนเดียวกันถูกนำมาใช้เป็นฐานในการจัดเก็บภาษีจากบุคคลเดียวกันโดยรัฐมากกว่าหนึ่งรัฐ

   Ex กรณีที่มีการจ่ายเงินได้จากรัฐหนึ่งไปให้ผู้รับเงินได้ ที่อยู่ในอีกรัฐหนึ่ง รัฐที่มีการจ่ายเงินได้ หรือ “รัฐแหล่งเงินได้” จะอ้างสิทธิเก็บภาษี จากเงินได้ที่จ่ายในขณะที่รัฐถิ่นที่อยู่ของผู้รับเงินได้ หรือรัฐกันที่อยู่ ก็จะอ้างสิทธิ์เก็บภาษีจากเงินได้ดังกล่าวด้วยเช่นกัน

-   การแก้ไขความซ้ำซ้อนเข้าอำนาจรัฐ คือการทำข้อตกลงระหว่างรัฐ หรืออนุสัญญาภาษีซ้อน

เกณฑ์การกำหนดภาระภาษีที่รัฐนิยมใช้กับเพื่อจัดเก็บภาษี มีหลักเกณฑ์ดังนี้

   1.หลักแหล่งเงินได้ คือ รัฐจะเก็บภาษีจากเงินได้ที่เกิดจากแหล่งภายในรัฐนั้น โดยไม่คำนึงว่า ผู้มีเงินได้จะมีสัญชาติใดและมีถิ่นที่อยู่ในรัฐที่เกิดเงินได้หรือไม่ (ม.412.1/ ม.66 ว.2 ม.76 ทวิ ม.67 ม.70)

   2.หลักถิ่นที่อยู่ คือรัฐจะเก็บภาษีจากผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐนั้น ไม่ว่าเงินได้นั้นจะได้รับจากแหล่งภายใน หรือภายนอกรัฐนั้น (ม.41 ว.2 ว3 /ม61 ว1)

   3.หลักสัญชาติหรือความเป็นพลเมือง

     หลัก อนุสัญญาภาษีซ้อน มิได้มีขึ้นเพื่อมุ่งยกเว้นการเก็บภาษีในรัฐคู่สัญญาทั้งสองรัฐให้หมดไปโดยสิ้นเชิง แต่มีวัตถุประสงค์เพียงมุ่งขจัดหรือบรรเทาสภาวะ ความซ้ำซ้อนในการเก็บภาษีให้หมดไป ในระดับหนึ่งเท่านั้น โดยให้สิทธิแก่รัฐใดรัฐหนึ่งเป็นฝ่ายจัดเก็บรายได้

   รายการเงินได้พึงประเมินประเภทต่างๆ ในอนุสัญญา

1.เงินได้จากการประกอบธุรกิจ ได้แก่ กำไรจากธุรกิจ เงินได้จากการขนส่งทางเรือและอากาศยานระหว่างประเทศ

2.เงินได้จากการลงทุน หรือจากทรัพย์สินฝ่ายทุน ได้แก่ เงินได้จากอสังหาริมทรัพย์ เงินปันผล ดอกเบี้ย ค่าสิทธิ ผลได้จากทุน

3.เงินได้หรือค่าตอบแทนจากการจ้างแรงงาน หรือการให้บริการส่วนบุคคล ได้แก่ เงินเดือน ค่าจ้าง

การเก็บภาษีจากกำไรธุรกิจ

เกณฑ์กำหนดการเสียภาษี

- วางหลักไว้ว่า วิสาหกิจของประเทศหนึ่ง จะเสียภาษีจากกำไร จากการประกอบธุรกิจให้อีกประเภทหนึ่ง ก็ต่อเมื่อ เข้าไปประกอบธุรกิจโดยผ่านสถานประกอบการถาวรที่มีอยู่ในอีกประเทศหนึ่งเท่านั้น

- สถานประกอบการถาวร สามารถแยกพิจารณาความหมายได้ 3 ลักษณะ หากเขลักษณะของสถานประกอบการถาวร เพียงประเภทใด ประเภทหนึ่ง ดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าวิสาหกิจนั้น มีสถานประกอบการถาวร ซึ่งอยู่ในบ่ายต้องเสียภาษี กำไรจากธุรกิจ ในรัฐเจ้าของแหล่งเงินได้

1.สถานประกอบการถาวรประเภททรัพย์สิน หมายถึง สถานธุรกิจประจำ ซึ่งได้แก่ สาขา โรงงาน โรงช่าง คลังสินค้า

2.สถานประกอบการถาวรประเภทกิจกรรม ได้แก่ โครงการก่อสร้าง ประกอบหรือติดตั้ง หรือกิจกรรมตรวจควบคุมเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว

   3.สถานประกอบการถาวรประเภทตัวแทน

-กำไรที่ต้องเสียภาษีตามอนุสัญญาจะใช้หลัก “Attribution” เป็นเกณฑ์กำหนดการเสียภาษี กล่าวคือ จะใช้กำไรที่พึงถือว่าเป็นของสถานประกอบการถาวรเท่านั้น

-กำไรจากธุรกิจ จึงอาจกล่าวได้ว่า รายการเงินได้จัดในอนุสัญญา ที่ถูกบัญญัติแยกไว้ต่างหาก จากข้อบทที่ว่าด้วย กำไรจากธุรกิจรายการเงินได้นั้น ก็จะไม่ถือเป็นกำไรจากธุรกิจได้แก่ รายการเงินได้ใดๆ ที่มิใช่เงินได้จากการขนส่งระหว่างประเทศ เงินได้จากอสังหา เงินปันผล ดอกเบี้ย ค่าสิทธิ…

เงินได้จากการลงทุนหรือจากทรัพย์สินฝ่ายทุน

   -เงินปันผล ?เกณฑ์ในการจัดเก็บ คือ ถ้าผู้รับเงินปันผลมีสถานประกอบการถาวรอยู่ ในประเทศแหล่งเงินได้ ซึ่งเกี่ยวข้อง ในการได้รับเงินปันผลดังกล่าวแล้ว จะต้องนำเงินปันผลไปรวม คำนวณเป็นกำไรสุทธิ ของสถานประกอบการถาวร แล้วจึงเก็บภาษี

        ?กรณีผู้รับเงินปันผล ไม่มีสถานประกอบการถาวรเข้ามาเกี่ยวข้อง อนุสัญญาจะกำหนดให้ประเทศแหล่งเงินได้ เก็บภาษีจากเงินปันผลนั้น ในอัตราต่ำ ซึ่งเป็นการบรรเทาภาระภาษีจากเงินปันผลให้แก่ผู้รับ

- ดอกเบี้ย ?หากผู้รับดอกเบี้ยไม่มีสถานประกอบการถาวร หรือฐานประกอบการประจำอยู่ในประเทศแหล่งเงินได้ ประเทศแหล่งเงินได้จะเก็บภาษีได้ไม่เกิน เพดานอัตราภาษีที่อนุสัญญากำหนดไว้

                 ?หากผู้รับดอกเบี้ย มีสถานประกอบการถาวรหรือฐานประกอบการประจำเข้ามาเกี่ยวข้องในการได้รับดอกเบี้ยดังกล่าว ในประเทศแหล่งเงินได้แล้ว ดอกเบี้ยดังกล่าวจะต้องนำไปรวมคำนวณเป็นกำไรสุทธิ โดยไม่ต้องคำนึงถึงเพดานอัตราภาษี ที่อนุสัญญากำหนดไว้

-ค่าสิทธิ ?กำหนดเกณฑ์การจัดเก็บภาษีเช่นเดียวกัน ดอกเบี้ยและเงินปันผล

   สรุป ถ้าคำนวณภาษีสำหรับเงินปันผล ดอกเบี้ย หรือสิทธิ ตามกฎหมายภายใน (ม.70) ได้ผลลัพธ์ต่ำกว่าเพดาน อัตราภาษีตามเงื่อนไขที่อนุสัญญากำหนด ในแต่ละประเภทเงินได้ ก็ให้เสียภาษีตามอัตรากฎหมายภายใน โดยไม่คำนึงถึงเงื่อนไข การบรรเทาภาระภาษีของอนุสัญญา

   การบังคับใช้อนุสัญญา

หลัก    หากพบบทบัญญัติในการจัดเก็บภาษีเรื่องเดียวกัน แต่บทบัญญัติไว้แตกต่าง หรือขัดแย้งกัน ให้เลือกใช้บทบัญญัติ ส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้เสียภาษีมาบังคับ แม้โดยทั่วไป อนุสัญญาจะมีค่าบังคับเหนือประมวลรัษฎากร คือโดยทั่วไปอนุสัญญาอาจมาจำกัดหรือลบล้างอำนาจการจัดเก็บภาษีตามประมวลรัษฎากรแต่บทบัญญัติส่วนใดในประมวลรัษฎากร หากยังเป็นคุณแก่ผู้เสียภาษี ยิ่งกว่าอนุสัญญา ก็ให้บทบัญญัติส่วนนั้น ในประมวลรัษฎากร ยังควรมีผลบังคับได้ต่อไป และหากพบว่าบทบัญญัติส่วนใด ในอนุสัญญาที่ขัดแย้งกับประมวลรัษฎากร แต่เป็นคุณยิ่งกว่าประมวลรัษฎากรก็ให้ใช้อนุสัญญามาบังคับในส่วนนั้น

   เมื่อใดจะใช้อนุสัญญาภาษีซ้อนมาบังคับ

-ในกรณีที่ประเทศไทย มีฐานะเป็นรัฐแหล่งเงินได้ หากผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐคู่สัญญา ขอโทษได้รับเงินได้ที่เกิดจากแหล่งในประเทศไทยเรา จะต้องตรวจสอบดูว่า

1.เงินได้ประเภทนั้น ๆ อยู่ในข่ายต้องเสียภาษี ต้องประมวลรัษฎากรหรือไม่ ถ้าผลการตรวจสอบ ปรากฎว่าอยู่ในข่ายต้องเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากรแล้ว เมื่อนั้นจึงค่อยไปพิจารณาใช้อนุสัญญาภาษีซ้อนที่ประเทศไทยทำไว้ กับประเทศนั้น ๆ โดยพิจารณาว่าเงินได้ที่จ่ายเป็นเงินได้ตามข้อบทใด ของอนุสัญญาที่เกี่ยวข้อง แล้วพิจารณาว่าข้อบทนั้น บัญญัติไว้ให้รัฐแหล่งเงินได้ มีสิทธิเก็บภาษีได้หรือไม่ โดยเปรียบเทียบผลลัพธ์ ระหว่างอนุสัญญากับกฎหมายภายใน ถ้าส่วนใดเป็นคุณยิ่งกว่าก็ให้ใช้ส่วนนั้นบังคับ

   การจัดเก็บภาษีเงินได้จากนิติบุคคลต่างประเทศตามรัษฎากรและอนุสัญญาภาษีซ้อน

โดยแยกพิจารณาเป็น 2 ลักษณะ คือ

   1.การจัดเก็บจากฐานกำไรสุทธิ

- หลักเกณฑ์ตามประมวลรัษฎากร (ไม่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง) ได้แก่ นิติบุคคลต่างประเทศที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีเงินได้ จากฐานกำไรสุทธิ ได้แก่ นิติบุคคลต่างประเทศที่ได้เข้ามากระทำกิจการในประเทศไทย ม.66 ว.2 ซึ่งหมายถึง มีสำนักงาน สาขาอยู่ในประเทศไทย จนเป็นเหตุให้เกิดเงินได้ หรือผลกำไรจากการกระทำกิจการในประเทศไทย ส่วนกรณี ไม่มีสำนักงาน สาขาในประเทศไทย แต่มีลูกจ้างให้การแทน ตาม ม.76 ทวิ ก็กำหนดให้เสียภาษีจากกำไรสุทธิจากการประกอบกิจการในประเทศไทยด้วย

-นอกจากนี้ เมื่อมีการจำหน่ายเงินกำไรของนิติบุคคลดังกล่าว ออกใบจากประเทศไทย จะต้องเสียภาษีเงินได้อีก 10% จากการกำไรที่จำหน่ายออก ม.70 ทวิ

    

กรณีมีอนุสัญญาจากภาษีซ้อน

   - หากนิติบุคคลต่างประเทศเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ ที่ได้จัดทำอนุสัญญาภาษีซ้อนไว้ กับรัฐบาลไทยนิติบุคคลดังกล่าว จะอยู่ในข่ายเสียภาษีเงินได้จากการกำไรสุทธิในประเทศไทย ตามเกณฑ์  ม.66 ว.2 และ ม.76 ทวิ ที่ต่อเมื่อ นิติบุคคลนั้นดำเนินธุรกิจ ผ่านสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย

           - มิฉะนั้น หากนิติบุคคลต่างประเทศผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐคู่สัญญาภาษีซ้อนของไทย ได้ดำเนินธุรกิจ โดยมีสถานประกอบการถาวร ประเภทใด ประเภทหนึ่งใน 3 ประเภทแล้ว นิติบุคคลนั้น จะต้องเสียภาษีเงินได้ฐานกำไรสุทธิ เช่นเดียวกับ กรณีประกอบกิจการในประเทศไทย ตาม ม.66 ว.32 และ ม.76 ทวิ และ หากมีการจำหน่ายเงินกำไรออกจากประเทศไทย จะต้องเสียภาษีเงินได้ตาม ม.70 ทวิด้วย  

   2.การเก็บภาษี จากฐานเงินได้ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ

   กรณีไม่มีอนุสัญญาภาษีซ้อน แยกพิจารณา 2 ลักษณะ คือ

- นิติบุคคลต่างประเทศที่ดำเนินธุรกิจ โดยมิได้มีการประกอบกิจการในประเทศไทย ม 76 ทวิ โดยได้รับเงินได้ นำประเมินตาม ม.40  (2) - (8) ที่จ่ายจาก หรือในประเทศไทย ต้องถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 15% เงินแต่เป็นเงินได้ประเภท เงินปันผลจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ของเงินปันผลตาม ม.70 สำหรับนิติบุคคลต่างประเทศ ที่มีหน้าที่เสียภาษี ตาม ม70 นี้ ไม่มีหน้าที่ ต้องเสียภาษีจากการจำหน่ายเงินกำไร ออกจากประเทศ ตาม ม.70 ทวิ อีกแต่ย่านใด

-ประกอบกิจการขนส่งระหว่างประเทศ เฉพาะกรณีรับขนคนโดยสารจากประเทศไทยและได้เรียกเก็บค่าโดยสารในประเทศไทย กับกรณีรับขนของออกจากประเทศไทย ไม่ว่าจะเรียกเก็บค่าระวางในหรือนอกประเทศก็ตาม ต้องเสียภาษี ตาม ม.67

กรณีมีอนุสัญญาภาษีซ้อน

- นิติบุคคลต่างประเทศที่เป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศที่มีการจัดทำอนุสัญญาภาษีซ้อน ไว้กับรัฐบาลไทยแล้ว ถ้าได้รับเงินได้ตาม ม.40(2) –(6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย นิติบุคคลดังกล่าวไม่เข้าลักษณะมีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย และเงินได้ดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นเงินได้ประเภทเงินปันผล ดอกเบี้ย ค่าสิทธิ หรือผลได้จากทุน ประเทศไทยจึงมิสิทธิจึงมีสิทธิเก็บภาษี จากนิติบุคคลดังกล่าวได้ตาม ม.70 โดยจำกัดเพดานอัตราภาษี สำหรับเงินได้ที่เป็น เงินปันผล ดอกเบี้ย และค่าสิทธิตามอนุสัญญา คือ ประเทศไทยจะมีสิทธิเก็บภาษีได้เพียงไม่เกินกว่าอัตราที่อนุสัญญาระบุ

สรุป

   เงินได้ที่เข้าจ่ายเป็นเงินปันผล ดอกเบี้ย ค่าสิทธิ หรือผลได้จากทุนตามอนุสัญญา ภาษีซ้อน แต่ละฉบับเท่านั้น ที่ประเทศไทยยังคงมีสิทธิเก็บภาษีได้หัก ณ ที่จ่าย ตาม ม.70 ได้ ถ้าหากผู้รับเงินได้มีสถานประกอบการถาวรอยู่ในประเทศไทยด้วย ต้องจัดเก็บตาม ม.66

ว.2 / ม.76 ทวิ คือ จากฐานกำไร

   - ม.70 จะใช้บังคับได้เฉพาะกรณีที่นิติบุคคลต่างประเทศ (ไม่มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยได้รับเงินได้ที่ถือว่าเป็นค่าจ้างอสังหา เงินปันผล ดอกเบี้ย ค่าสิทธิ ผลได้จากทุน ตามความหมายของอนุสัญญาภาษีซ้อนบางฉบับเท่านั้น โดยจะคำนวณภาษีตามอัตราและวิธีการของกฎหมายภายใน แต่จะเรียกเก็บได้จริงไม่เกิน เพดานอัตราที่อนุสัญญากำหนดไว้ แต่ถ้าคำนวณภาษีตามกฎหมายภายในได้ต่ำกว่าเพดานอัตราตามอนุสัญญา ก็ให้เก็บภาษี ตามที่คำนวณได้



 

jittima:
กรณีที่เรามีรายได้จากการรับเหมาก่อสร้างในประเทศเวียดนามและได้มีการจ่ายค่าแรงให้กับคนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศเวียดนามอยู่แล้ว เราจะมีวิธีการทำบัญชีอย่างไรและต้องมีหลักการอย่างไรบ้าง เช่นต้องเสียภาษีหรือไม่

supaporn:
ค่าCONSULTING IN BOOTH EXHIBITION SETING  

ต้องหัก ภาษีณ.ที่จ่ายไหมค่ะ เป็นบริษัท ต่างประเทศอยู่ในประเทศโปรตุเกส  ถ้าหัก คิคกี่เปอร์เซ็น ใช้แบบอะไรยื่นค่ะ    ขอบคุณนะค่ะ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

ตอบ

ไปที่เวอร์ชันเต็ม