www.avaccount.com > บอร์ดบัญชีและภาษี

การเพิ่มค่าหักลดหย่อนบุคคลธรรมดาจาก 40% ของเงินได้แต่ไม่เกิน 60,000 บาท เป็น 60% แต่ไม่เกิน 100,000

(1/1)

แมว:
July 16th, 2007

สรรพากรจัดทีมลงพื้นที่ดูแลธุรกิจเอสเอ็มอี-รายย่อย ขออนุมัติครม.ตั้งหน่วยงานเฉพาะดูแลอย่างจริงจังหวังเก็บภาษีให้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เชื่อหากจัดระบบจัดเก็บได้ทุกส่วนตามระบบบัญชีจะช่วยให้การเก็บภาษีสะดวกขึ้น ระบุเป็นเสมือนเหรียญบาทที่ตกแล้วเสียงดังหากเก็บได้ทุกบาทจะทำให้ภาพรวมในการจัดเก็บดีขึ้น

นายศานิต ร่างน้อย อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากรได้อนุมัติจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะขึ้นมาดูและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอีและธุรกิจรายย่อยประเภทซื้อมาขายไปซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากเพื่อให้เข้ามาอยู่รวมในระบบภาษีของประเทศให้มีความสะดวกในการจัดเก็บ ซึ่งการจัดตั้งหน่วยงานนี้อยู่ระหว่างการขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)

โดยที่ผ่านมาธุรกิจเอสเอ็มอีและรายย่อย รวมทั้งผู้ผลิตสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์(โอทอป) และกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรต่างๆ ที่ผลิตสินค้าและแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรออกจำหน่าย และผู้จำหน่ายสินค้าประเภทซื้อมาขายไปยังไม่มีการเสียภาษีที่ถูกต้องเหมือนประชาชนหรือนิติบุคคลที่มีรายได้ทั่วไปที่มีหน้าที่เสียภาษี ดังนั้นกรมสรรพากรจึงมีความจำเป็นต้องหาวิธีและระเบียบในการจัดเก็บภาษีให้เหมือนกับผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษี

“ตอนนี้กรมสรรพากรเพิ่งอนุมัติจัดตั้งทีมขึ้นมาเพื่อดูแลธุรกิจประเภทนี้โดยเฉพาะแต่ต้องเสนอให้ที่ประชุมครม.อนุมัติในหลักการก่อนที่จะประกาศเป็นกฎกระทรวงต่อไป ซึ่งหน้าที่ของหน่วยเฉพาะที่ตั้งขึ้นมาดูแลธุรกิจกลุ่มนี้จะต้องวิเคราะห์ สำรวจปริมาณการค้า มูลค่าการซื้อขายว่ามีมูลค่ามากน้อยเพียงใดแล้วมาศึกษาหาวิธีการในการจัดเก็บภาษีให้ถูกต้องตามระบบบัญชี รวมทั้งจะเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียภาษีและลดค่าใช้จ่ายได้ด้วย” นายศานิตกล่าว

แหล่งข่าวจากกรมสรรพากรกล่าวว่า สาเหตุหนึ่งที่กรมสรรพากรต้องการตั้งหน่วยงานนี้ขึ้นมาเนื่องจากแนวโน้มการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากรอาจไม่ตรงตามเป้าประมาณการที่ได้ตั้งไว้จึงต้องตั้งหน่วยงานเฉพาะขึ้นมาดูแลธุรกิจกลุ่มนี้ซึ่งมีจำนวนมาก โดยหากพิจารณาการจัดเก็บภาษีจากกลุ่มนี้แล้วจะดูเหมือนเก็บได้ไม่มากเป็นเสมือนเหรียญบาทที่หล่นตามพื้นแต่เสียงดังแต่หากเก็บได้ทุกเหรียญแล้วก็จะมีปริมาณที่มากได้

นอกจากนี้ธุรกิจเอสเอ็มอีและธุรกิจรายย่อยที่กระจายอยู่ทั่วประเทศนั้นโดยธรรมชาติแล้วไม่ได้มีการจัดการกับระบบบัญชีอย่างเป็นระบบเหมือนธุรกิจรายใหญ่และนิติบุคคลทั่วไป มีความแตกต่างกันมากซึ่งอาจเป็นเพียงธุรกิจในครัวเรือนแต่มีปริมาณการซื้อขายทั้งระบบสูงจึงควรจะนำเข้ามาสู่ระบบการจัดเก็บเช่นเดียวกับธุรกิจทั่วๆ ไป

“ในต่างประเทศเช่น ออสเตรเลีย หน่วยงานจัดเก็บภาษีของเขาจะมีการจัดตั้งหน่วยงายจัดเก็บภาษีแยกกันอย่างชัดเจนระหว่างธุรกิจรายใหญ่ เอสเอ็มอีและธุรกิจรายย่อยโดยจะจัดให้มีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างชัดเจนเพื่อให้การจัดเก็บภาษีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดการจัดตั้งหน่วยงานนี้ขึ้นมาจึงน่าจะเดประโยชน์ต่อการจัดเก็บภาษีของประเทศ” แหล่งข่าวกล่าว

โดยก่อนหน้านี้นายศานิต กล่าวว่า การจัดเก็บรายได้ของกรมในเดือนมิถุนายน 2550 สามารถจัดเก็บได้เกินเป้า 2,600 ล้านบาท ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ของกรมในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2550 (ต.ค.49-มิ.ย.50) ต่ำกว่าประมาณการ 7,200 ล้านบาท คาดว่าทั้งปีงบประมาณ 2550 กรมสรรพากรจะจัดเก็บได้จริง 1.12 ล้านบาท หรือต่ำกว่าเป้า 15,000-20,000 ล้านบาท จากเดิมที่คาดว่าจะต่ำกว่าเป้า 30,000 ล้านบาท เพราะมองว่าในช่วงครึ่งปีหลังมีการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งทำให้เกิดการบริโภคมากขึ้น

สำหรับในปีงบประมาณ 2551 กรมสรรพากรได้ตั้งเป้าการจัดเก็บไว้ที่ 1.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นการปีก่อน 7% ซึ่งหากเศรษฐกิจเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้คือ อัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัว 5% อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3% ก็เชื่อว่าจะอยู่ในวิสัยที่ทำได้



นายศานิต กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2551 จะไม่มีการปรับเปลี่ยนอัตราภาษี เพราะเป็นช่วงรอยต่อ โดยรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามา ก็คงต้องดูทิศทางเศรษฐกิจว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ นอกจากนี้ การปรับอัตราภาษีจะต้องดูทั้งระบบ ว่าหากลดตัวหนึ่งแล้วจะนำรายได้ภาษีตัวใดมาชดเชย ซึ่งส่งผลให้การเพิ่มค่าหักลดหย่อนบุคคลธรรมดาจาก 40% ของเงินได้แต่ไม่เกิน 60,000 บาท เป็น 60% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ต้องชะลอออกไปก่อน ให้รัฐบาลใหม่เป็นผู้ตัดสินใจ เพราะต้องแก้ไขกฎหมายประมวลรัษฎากร

โดย ผู้จัดการออนไลน์

 



town:
ขอบคุณสำหรับข่าวอัพเดทครับ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

ตอบ

ไปที่เวอร์ชันเต็ม