www.avaccount.com > บอร์ดบัญชีและภาษี

การเช่าซื้อรถเก๋งจากบริษัทลิสซิ่ง โดยการผ่อนชำระลงบัญชีอย่างไรค่ะ

(1/4) > >>

ดอกไม้:
กรณีบริษัทได้ทำการเช่าซื้อรถเก๋งจากบริษัทลิสซิ่ง โดยผ่อนชำระ ( เป็นการเช่าซื้อ HIRE PURCHASE ผ่อนชำระหมดรถก็จะเป็นของบริษัทเลย ไม่ใช่วิธี FINANCIAL LEASING) ขอถามว่า การบันทึกบัญชีตั้งแต่เริ่มต้น

1. บันทึกทรัพย์สินต้องบันทึกเท่าไร

2. การคำนวณค่าเสื่อมราคาคิดอย่างไร

3. บันทึกดอกเบี้ยจ่ายและดอกเบี้ยรอตัดต้องมีหรือไม่

4. การลงปรับปรุงทางภาษีในภงด 50

5. กรณีถ้าขายรถเก๋ง และ ผลกำไรขาดทุนจากการขายคิดจากยอดไหนค่ะ

    ต้องรบกวนด้วยนะค่ะ ตอนนี้รู้สึก งง มากค่ะ แต่สำหรับวิธี FINANCIAL LEARSING 2 วิธี พอจะเข้าใจแล้วค่ะ แต่ไม่รู้ว่า วิธี HIRE PURCHASE จะคำนวณหรือลงบัญชีเหมือนกันหรือไม่ค่ะ   ขอขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

เก่ง:
สำหรับเงื่อนไขดังกล่าว ถือว่าเป็น Financial lease ครับ แค่กรรมสิทธิ์ตกเป็นของบริษัทเมื่อผ่อนหมด ก็เข้าเงื่อนไขแล้วครับ  ให้ลงบัญชีแบบ Financial lease ครับ ส่วนทางด้านภาษี ค่าเสื่อมราคา ดอกเบี้ยจ่าย ต้องบวกกลับให้หมด แล้วรับรู้เงินที่จ่ายแต่ละงวดเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีอากรแทน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินงวดละ 36,000 บาท ครับ



ขายรถยนต์ ต้องทราบก่อนว่าขายตอนไหนครับ เพราะทางภาษีให้เราเริ่มคิดค่าเสื่อมราคาตอนที่เราได้กรรมสิทธิ์ในตัวรถมาครับ กำไรทางบัญชีกับทางภาษีไม่เท่ากันครับ  ถ้ารถยนต์ไม่เกิน 1 ล้านบาท กำไรทางภาษีต้องคิดค่าเสื่อมราคาตั้งแต่วันได้กรรมสิทธิ์มาครับ



ลองอ่านดูนะครับ

พระราชกฤษฎีกา

ออกตามความในประมวลรัษฎากร

ว่าด้วยรายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (ฉบับที่ 315)

พ.ศ. 2540





--------------------------------------------------------------------------------



ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540

เป็นปีที่ 52 ในรัชกาลปัจจุบัน  





พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า



โดยที่เป็นการสมควรกำหนดรายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณ กำไรสุทธิ



อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 221 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 65 ตรี (20) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไข เพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้



มาตรา 1  พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาออกตามความใน ประมวลรัษฎากร ว่าด้วยรายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (ฉบับที่ 315) พ.ศ. 2540”



มาตรา 2  พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2539 เป็นต้นไป



มาตรา 3  ให้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยรายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (ฉบับที่ 294) พ.ศ. 2539



มาตรา 4  รายจ่ายต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ



(1) มูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์ โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคนตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต เฉพาะส่วนที่เกิน คันละหนึ่งล้านบาท



(2) ค่าเช่าทรัพย์สินประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มี ที่นั่งไม่เกินสิบคนตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต เฉพาะส่วนที่เกินคันละสาม หมื่นหกพันบาทต่อเดือนในกรณีที่เช่าเป็นรายเดือนหรือรายปี หรือค่าเช่าส่วนที่เกินคันละ หนึ่งพันสองร้อยบาทต่อวันในกรณีที่เช่าเป็นรายวัน เศษของเดือนให้คิดเป็นวัน หากเช่า ไม่ถึงหนึ่งวัน ให้คำนวณค่าเช่าตามส่วนของระยะเวลาที่เช่า ทั้งนี้ โดยรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ด้วย



มาตรา 5  บทบัญญัติมาตรา 4(1) ไม่ใช้บังคับกับรายจ่ายที่เกิดจากซื้อหรือ การเช่าซื้อทรัพย์สินประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคนตามกฎหมาย ว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ในกรณีที่



(1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบธุรกิจซื้อขายหรือ ให้เช่าซื้อรถยนต์ประเภทดังกล่าวไว้เพื่อเป็นสินค้า หรือ



(2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบธุรกิจให้เช่ารถยนต์ มีรถยนต์ประเภทดังกล่าวไว้เพื่อการให้เช่า เฉพาะมูลค่าต้นทุนส่วนที่เหลือหลังจากหักค่า สึกหรอและค่าเสื่อมราคาตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร



มาตรา 6  บทบัญญัติมาตรา 4 ไม่ใช้บังคับกับรายจ่ายที่เป็นมูลค่าต้นทุนของ หรือค่าเช่าทรัพย์สินประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคนตามกฎหมายว่า ด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ที่เกิดจากการซื้อ การเช่าซื้อ หรือการเช่าที่ได้ทำสัญญาก่อน วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2539



มาตรา 7  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้



ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ



พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ  

นายกรัฐมนตรี

 

จ้ะ:
เรียนคุณเก่ง

ขยายความหน่อยสิคะว่าตรงที่คุรบอกว่า รับรู้เงินที่จ่ายแต่ละงวดเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีอากรแทน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินงวดละ 36,000 บาท ครับ



อันนี้ ดิฉันขอแย้งว่า มันน่าจะใช้สำหรับกรณีเช่ารถยนต์นั่งนะคะ แต่กรณีนี้คือเช่าซื้อรถยนต์ ดังนั้น ดิฉันเห็นว่า เมื่อเช่าซื้อรถยนต์ ทางภาษีให้นำราคารถ+ดอกเบี้ยมารวมคำนวณเป็นต้นทุนทั้งหมดในการคำนวณค่าเสื่อมราคา ไม่ได้บอกตรงไหนว่า ให้รับรู้เงินที่จ่ายแต่ละงวดเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีอากรได้ไม่เกิน 36000 บาท

เก่ง:
ทางภาษีถือว่าไม่มี Financial lease เงินค่าผ่อนรถทุกงวดถือเป็นค่าเช่ารถครับ  เราจะคิดค่าเสื่อมราคาที่เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ก็ต่อเมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์แล้วเท่านั้น (ในทางบัญชี ค่าเสื่อมราคาคิดจากมูลค่าปัจจุบันของรถยนต์ครับ ก็คือราคาเงินสดนั่นเอง) ส่วนการตีความว่าเป็นรถยนต์นั่ง หรือ... ขึ้นอยู่กับตอนจดทะเบียนรถครับว่า เป็นกระบะ หรือรถยนต์

จ้ะ:
ขอบคุรคุณเก่งมากค่ะ ดิฉันกลับไปอ่าน พ.ร.ฎ. ที่เกี่ยวข้องกับทั้งสัญญาเช่าดำเนินการและสัญญาเช่าทางการเงินแล้ว เข้าใจมากขึ้นเลยค่ะ เก่งสมชื่อเลย

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

ตอบ

ไปที่เวอร์ชันเต็ม