www.avaccount.com > บอร์ดบัญชีและภาษี

ลูกหนี้ค่าหุ้น มีข้อมูลเพิ่มเติมที่ทุกคนควรรู้ค่ะ

(1/1)

แมว:
ลูกหนี้ค่าหุ้น ร่วมตอบคำถามนี้



แจ้ง บอจ.5 รับชำระค่าหุ้นครบตามมูลค่า แต่ทางบัญชี แจ้งไว้ว่า มีลูกหนี้ค่าหุ้น



ถามว่า ทางกรมสรรพากร มีสิทธิ์ หรือ อำนาจประเมินบริษัทหรือไม่ ว่าต้องมีรายได้ดอกเบี้ยรับกรณีค้างค่าหุ้น



ถ้ามี มีกฎหมายอะไรอ้างอิง หรือ ข้อหารืออะไรอ้างอิง



ขอบคุณค่ะ  



 

 โดยคุณ แมว (124.157.240.*) [2 May 2007 18:12]  

 



โดยคุณ town (125.25.194.*) [2 May 2007 21:59] #12928 (1/4)  

ทางสรรพากร ไม่น่าจะมีอำนาจในกรณีนี้ เพราะเป็นอำนาจของทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามากกว่าครับ ซึ่งทางกิจการจะโดนข้อหาแจ้งเอกสารหลักฐานอันเป็นเท็จกับทางราชการ ซึ่งจะมีความผิดทางอาญาครับ ณ ปัจจุบันจึงไม่มีใครตั้งบัญชีลูกหนี้ค่าหุ้นครับ แต่จะใช้ชื่อบัญชี ลูกหนี้เงินให้กู้ยืมกรรมการแทนครับ  

 



โดยคุณ แมว (124.157.240.*) [3 May 2007 07:37] #12955 (2/4)  

ถามอีกประเด็นหนึ่งค่ะ ว่าการรับชำระค่าหุ้นยังไม่ครบ และ บอจ.5 ก็ยังไม่ครบซึ่งจะตรงกัน แต่มีการกู้เงินจากธนาคารมาใช้ในกิจการ ทางกรมสรรพากรแจ้งว่า การที่มียอดรับชำระค่าหุ้นยังไม่ครบ และมีเงินกู้จากธนาคาร ดอกเบี่ยจ่ายที่เกิดขึ้นนั้น ต้องนำไปเป็นฐานคิดดอกเบี้ยกับค่าห้นที่ชำระไม่ครบค่ะ



ก็ขอดูกฎหมายของเขา เขาก็หาให้ไม่ได้ค่ะ แต่ดูเหมือนว่า เขาจะพยายามหารายได้จากการที่เรามีเงินค่าหุ้นชำระไม่ครบค่ะ



(กรณีนี้เป็นคนละบริษัทกันค่ะกับ กรณีแรกค่ะ)  

 



โดยคุณ อ้วน  (125.25.193.*) [3 May 2007 08:39] #12959 (3/4)  

ที่ถามมา ตามความเห็นส่วนตัวผมมองว่า ทางเจ้าพนักงานสรรพากรไม่มีอำนาจในการประเมินดอกเบี้ยจากการเรียกชำระมูลค่าหุ้นไม่เต็มจำนวน เพราะการจะเรียกชำระมูลค่าหุ้นนั้น เป็นสิทธิ์ของผู้ถือหุ้นในบริษัท แต่ทั้งนี้จะต้องเรียกชำระขั้นต้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ตามกฏหมายบังคับ



ดังนั้นทางเจ้าหน้าที่สรรพากร ไม่มีอำนาจประเมินดอกเบี้ยจากกรณีนี้ได้ครับ



 จากคำถามนี้ กรณีที่แจ้งบอจ.5 ว่ารับชำระค่าหุ้นเต็มมูลค่า แต่ในการบันทึกบัญชี มีบัญชีลูกหนี้ค่าหุ้นนั้น ทางกรมมีการตอบข้าหารือ ลองอ่านดูค่ะ กรมบอกว่า เจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินดอกเบี้ยค่ะ



เลขที่หนังสือ

 : กค 0706/7680

 

วันที่

 : 13 กันยายน 2548

 

เรื่อง

 : ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีดอกเบี้ยที่เข้าลักษณะเป็นรายจ่าย

 

ข้อกฎหมาย

 : มาตรา 65 ทวิ(4) และ มาตรา 65 ตรี(13)

 

ข้อหารือ

 : สำนักงานสรรพากรพื้นที่ได้เข้าตรวจสภาพกิจการของบริษัท ท. จำกัด ซึ่งประกอบกิจการผลิตตู้คอนเทนเนอร์สำหรับอุปกรณ์โทรศัพท์ พบว่า งบการเงินรอบระยะเวลาบัญชีปี 2543 บริษัทฯ มีทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นหุ้นสามัญ 500,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท และได้เรียกชำระค่าหุ้นแล้วเต็มมูลค่าหุ้น แต่บริษัทฯ ยังมีลูกหนี้ค้างชำระค่าหุ้นอยู่จำนวน 26,250,000 บาท ซึ่งรวมแล้วมีทุนที่ชำระจริง 23,750,000 บาท และงบการเงินรอบระยะเวลาบัญชีปี 2544 ยังคงมีหนี้ค่าหุ้นค้างชำระเท่ากับงบการเงินรอบระยะเวลาบัญชีปี 2543 โดยระหว่างรอบระยะเวลาบัญชีปี 2543 - 2544 นั้น บริษัทฯ ได้กู้ยืมจากผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นลูกหนี้ค้างชำระค่าหุ้นแก่บริษัทฯ และบริษัทฯ ได้จ่ายเงินค่าดอกเบี้ยให้แก่ผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นลูกหนี้ค้างชำระค่าหุ้น สำนักงานสรรพากรพื้นที่เห็นว่ารายจ่ายดอกเบี้ยที่บริษัทฯ จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นลูกหนี้ค้างชำระค่าหุ้นเข้าลักษณะเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร เพราะว่าบริษัทฯ สามารถเรียกค่าหุ้นค้างชำระจากผู้ถือหุ้นซึ่งจะทำให้บริษัทฯ มีเงินทุนหมุนเวียนในกิจการโดยไม่มีต้นทุน จึงหารือว่า บริษัทฯ มีสิทธินำดอกเบี้ยที่จ่ายให้แก่กรรมการซึ่งเป็นทั้งผู้ให้บริษัทฯ กู้ยืมเงินและเป็นผู้ที่ชำระค่าหุ้นให้แก่บริษัทฯ ยังไม่ครบ มาถือเป็นรายจ่ายได้หรือไม่ และแจ้งข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจสภาพกิจการและกำกับดูแลการเสียภาษีของบริษัทฯ ว่าขณะนี้สำนักงานสรรพากรพื้นที่ ก ยังมิได้ออกหมายเรียกตรวจสอบและบริษัทฯ ไม่ได้มีการคิดดอกเบี้ยจากมูลค่าหุ้นที่ค้างชำระแต่อย่างใด และในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2545 บริษัทฯ ได้เรียกชำระค่าหุ้นครบแล้ว

 

แนววินิจฉัย

 : 1. การที่บริษัทฯ ขาดทุนหมุนเวียน และได้กู้ยืมเงินจากกรรมการหรือผู้ถือหุ้นที่ค้างชำระค่าหุ้นเพื่อนำเงินมาใช้ดำเนินกิจการของบริษัทฯ หากบริษัทฯ พิสูจน์ได้ว่าบริษัทฯ ได้นำเงินที่กู้ยืมดังกล่าวมาใช้ดำเนินกิจการของบริษัทฯ ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในกรณีนี้ บริษัทฯ ย่อมนำมาถือเป็นรายจ่ายได้ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร

2. กรณีที่บริษัทฯ ระบุในบัญชีผู้ถือหุ้นว่าได้เรียกชำระค่าหุ้นเต็มมูลค่าแล้ว แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ถือหุ้นยังมิได้ชำระค่าหุ้นครบตามจำนวนที่ระบุไว้ในงบการเงินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2543 และปี 2544 ซึ่งเป็นเหตุให้เงินทุนหมุนเวียนของบริษัทฯ ย่อมขาดหายไป กรณีจึงถือได้ว่าบริษัทฯ ได้ให้ผู้ถือหุ้นกู้ยืมเงินโดยไม่มีดอกเบี้ยโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร

 

เลขตู้

 : 68/33563

 

คำพิพากษาฎีกาที่  3543/2542

 

                     บริษัทการค้าอุตสาหกรรมน้ำตาล จำกัด

 โจทก์

 

                     กรมสรรพากร

 จำเลย

 

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4)

 

                     โจทก์มีทุนจดทะเบียน 10,000,000.-บาท และจดทะเบียนไว้ว่าทุนจดทะเบียนเรียกชำระเต็มแล้ว โจทก์คำนวณรายได้และรายจ่ายโดยใช้เกณฑ์สิทธิในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2536 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยแสดงในงบดุลว่ามีลูกหนี้ค่าหุ้นค้างชำระ 1,200,000.-บาท โดยโจทก์มิได้เรียกเก็บดอกเบี้ยจากบัญชีลูกหนี้ค่าหุ้นดังกล่าว ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1122 บัญญัติว่า "ถ้าและเงินอันจะพึงใช้เป็นค่าหุ้นตามเรียกนั้น ผู้ถือหุ้นคนใดมิได้ส่งใช้ตามวันกำหนดไซร้ ผู้นั้นจำต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันที่กำหนดให้ส่งใช้จนถึงวันที่ได้ส่งเสร็จ" ดังนั้นการที่โจทก์ไม่เรียกเก็บดอกเบี้ยจากผู้ถือหุ้นที่ค้างชำระค่าหุ้นย่อมทำให้โจทก์มีกำไรสุทธิน้อยลง เจ้าพนักงานจึงมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยจากบัญชีลูกหนี้ค่าหุ้นโดยถือเสมือนว่าโจทก์ให้ผู้ถือหุ้นกู้เงินเนื่องจากโจทก์ลงบัญชีว่า ได้รับชำระค่าหุ้นครบตามทุนจดทะเบียน 10,000,000.-บาท แล้ว ทั้งนี้ตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร

                     โจทก์จ่ายค่าตอบแทนกรรมการสำหรับการบริหารงานในปี 2535 จำนวน 1,100,000.-บาท โดยหักเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2536 ค่าตอบแทนกรรมการดังกล่าวจะกำหนดเป็นจำนวนที่แน่นอนได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทโจทก์และได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีของผู้ถือหุ้น และตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคสอง ผู้ประกอบการจะต้องลงบัญชีรับรู้รายได้และรายจ่ายที่เกิดขึ้นในระยะเวลาบัญชีนั้นโดยไม่ต้องคำนึงว่าได้รับ ชำระเงินหรือได้จ่ายเงินไปแล้วภายในรอบระยเวลาบัญชีนั้นหรือไม่ แต่การรับรู้รายได้หรือรายจ่ายตามหลักเกณฑ์สิทธิมีหลักสำคัญอยู่ว่ารายได้หรือรายจ่ายนั้นจะต้องมีความแน่นอนที่ผู้ประกอบการ มีสิทธิจะได้รับชำระหรือมีหน้าที่จะต้องจ่าย อีกทั้งต้องเป็นจำนวนที่แน่นอนที่สามารถลงบัญชีรับรู้รายได้ สำหรับรายจ่ายค่าตอบแทนกรรมการในการบริหารงานของปี 2535 นั้นยังไม่เป็นที่แน่นอนว่าคณะกรรมการบริษัทและที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นจะอนุมัติให้จ่ายค่าตอบแทนหรือไม่ ทั้งไม่เป็นการแน่นอนว่าจะจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินเท่าใด ดังนั้น แม้ว่าค่าตอบแทนกรรมการในการบริหารงานของปี 2535 จะสัมพันธ์กับรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 แต่ก็มิใช่รายจ่ายที่เกี่ยวกับรายได้หรือเป็นต้นทุนของรายได้โดยตรง และยังไม่เป็นการแน่นอนว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนกรรมการดังกล่าวนั้นหรือไม่ จึงถือไม่ได้ว่ารายจ่ายนั้นได้เกิดขึ้นแล้วในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 แต่โจทก์

                     สามารถนำรายจ่ายดังกล่าวมาหักเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2536 ได้ เพราะหน้าที่ของโจทก์ในการจ่ายเงินเกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น คือหลังจากที่ที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นให้ความเห็นชอบในการจ่ายค่าตอบแทนให้แก่กรรมการในการประชุม เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2536 เมื่อถือเป็น รายจ่ายของปี 2536 โจทก์ก็ไม่จำต้องนำรายจ่ายนี้ไปปรับปรุงเป็นรายจ่ายของปี 2535 ในการยื่นเพื่อเสียภาษีตามแบบ ภ.ง.ด.50 แต่ประการใด

 



เลขที่หนังสือ

 : กค 0706/2983

 

วันที่

 : 26 มีนาคม 2546

 

เรื่อง

 : ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืม

 

ข้อกฎหมาย

 : มาตรา 65 ทวิ (4), มาตรา 91/16(6)

 

ข้อหารือ

 : บริษัทฯ ประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยื่นจดทะเบียนต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วน

บริษัทกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2541 ทุนจดทะเบียน 160,000,000 บาท โดยระบุใน

สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นว่าได้ชำระค่าหุ้นเต็มมูลค่า โดยบริษัทฯ อ้างว่าสาเหตุที่ระบุว่าชำระค่าหุ้นเต็ม

มูลค่า เนื่องจากกรรมการผู้ขอจดทะเบียนได้มอบหมายให้ทนายความดำเนินการจดทะเบียนให้ และได้มี

การจัดทำเอกสารผิดพลาด ข้อเท็จจริงคือวันจดทะเบียนบริษัทฯ ยังไม่ได้ชำระค่าหุ้นเนื่องจากยังไม่มี

บัญชีเงินฝากในนามบริษัทฯ เมื่อจดทะเบียนบริษัทเสร็จเรียบร้อยจึงได้ไปเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคาร

เพื่อให้ผู้ถือหุ้นซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศโอนเงินมาชำระค่าหุ้น โดยในการชำระค่าหุ้นมีการจ่าย

ภายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 2542 และ 2543 เป็นจำนวนเงิน 30,123,000 บาท

117,963,820 บาท และ 11,912,280 บาท ตามลำดับ ในด้านการบันทึกบัญชี บริษัทฯ ได้บันทึกบัญชี

ในด้านหนี้สิน และส่วนของผู้ถือหุ้นว่า ทุนจดทะเบียนและเรียกชำระเต็มมูลค่า 160,000,000 บาท ส่วน

ด้านทรัพย์สินลงบัญชีเป็นลูกหนี้ค่าหุ้น และเมื่อได้รับชำระค่าหุ้นก็จะนำมาลดยอดหนี้ของลูกหนี้ค่าหุ้น โดย

บริษัทฯ เข้าใจว่าเมื่อยังไม่ได้รับชำระค่าหุ้นและไม่มีการจ่ายเงินออกไปให้กับผู้ถือหุ้นกู้ยืม บริษัทฯ จึง

ไม่มีรายได้จากการให้ผู้ถือหุ้นกู้ยืมทำให้ไม่ต้องคำนวณดอกเบี้ยรับจากลูกหนี้ค่าหุ้นเพื่อนำมาเสีย

ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น ถูกต้องหรือไม่

 

แนววินิจฉัย

 : กรณีบริษัทฯ ได้ยื่นจดทะเบียนต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ก. โดยระบุว่าได้ชำระค่าหุ้น

เต็มมูลค่าแล้ว และได้แสดงในงบดุลว่าบริษัทฯ ได้รับชำระค่าหุ้นเต็มมูลค่าหุ้นแล้ว กรณีจึงถือได้ว่าบริษัทฯ

ได้ให้ผู้ถือหุ้นกู้เงิน เมื่อไม่มีการเรียกเก็บดอกเบี้ยโดยไม่มีเหตุอันควรเจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจ

ประเมินดอกเบี้ยตามมาตรา 65 ทวิ (4) และมาตรา 91/16(6) แห่งประมวลรัษฎากรได้

 

เลขตู้

 : 66/32339

 





007:
ขอบคุณคุณแมวมากครับที่ช่วยแบ่งปันความรู้

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

ตอบ

ไปที่เวอร์ชันเต็ม