www.avaccount.com > บอร์ดบัญชีและภาษี

การกู้ยืมเงินกรรมการควรทำเป็นสัญญาเงินกู้หรือตั๋วสัญญาใช้เงินดี

(1/2) > >>

suwan:
บริษัทมีความประสงค์ต้องการกู้ยืมเงินกรรมการแต่ไม่ทราบว่าทำเป็นสัญญาเงินกู้ดีหรือว่าทำเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินดีกว่า เพราะเห็นมีคนแนะนำว่าทำเป็นตั๋วเสียค่าอากรถูกกว่า และอยากถามว่าค่าอากรของสัญญาเงินกู้และตั๋วสัญญาใช้เงินราคาเท่าไร ถ้าทำเป็นตั๋วต้องมีกำหนดดอกเบี้ยขั้นต่ำว่าเท่าไรหรือไม่ เพราะเห็นบางคนบอกว่าต้องไม่น้อยกว่าดอกเบี้ยฝากประจำของธนาคาร กำหนดระยะเวลาคืนได้นานสุดเท่าไร ดอกเบี้ยที่จ่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าไร จุดมุ่งหมายของบริษัทคือไม่ต้องการเพิ่มทุนแต่ต้องการเงินหมุนเวียนจึงขอกู้จากกรรมการ และไม่ต้องการเสียค่าใช้จ่ายมาก เช่นดอกเบี้ยและหัก ณ ที่จ่าย และไม่ต้องการจ่ายดอกเบี้ยทุกเดือนหรือทุกปี ต้องการจ่ายเมื่อครบสัญญาของตั๋ว อย่างน้อย 3 ถึง 5 ปี และถ้ากู้โดยไม่เสียดอกเบี้ยทำได้หรือไม่

วรสรรค์:


รอคำตอบหน่อยนะครับ

อ้วน:
ขอโทษครับตอบช้าหน่อย เพราะต้องรอปรึกษากับฝ่ายกฏหมายครับ

ผมขอแสดงความคิดเห็นดังนี้ครับ

1. ผมเห็นว่าควรจัดทำให้อยู่ในรูปของตั๋วสัญญาใช้เงินครับ เหตุผล

1.1 อากรแสตมป์ จะเสียในอัตรา ฉบับละ 3 บาท โดยผู้ออกตั๋วเป็นผู้ที่ต้องเสียอากร เน้นครับว่าฉบับละ 3 บาท ดังนั้นจึงไม่ได้คำนึงว่าตั๋วเงินดังกล่าวจะมีมูลหนี้การกู้ยืมเท่าไหร่ แต่หากเป็นสัญญากู้ยืมเงิน จะเสียอากรในอัตรา ทุกจำนวน 2,000 บาทหรือเศษของ 2,000 บาทแห่งยอดเงินที่กู้ ต่ออากร 1 บาทเสียอากร สูงสุดต่อสัญญาไม่เกิน 10,000 บาท โดยผู้ให้กู้เป็นผู้ที่ต้องเสียอากร

1.2 การจัดทำตัวเอกสาร ถ้าเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินตามประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 983 กำหนดว่าตั๋วสัญญาใช้เงินต้องมีรายการดั่งที่จะกล่าวต่อไปนี้

1.2.1 คำบอกชื่อว่าเป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน

1.2.2 คำมั่นสัญญาอันปราศจากเงื่อนไขว่าจะให้เงินเป็นจำนวนแน่นอน

1.2.3 วันถึงกำหนดใช้เงิน

1.2.4 สถานที่ใช้เงิน

1.2.5 ชื่อ หรือยี่ห้อของผู้รับเงิน

1.2.6 วันและสถานที่ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน

1.2.7 ลายมือชื่อผู้ออกตั๋ว

จากรายละเอียดดังกล่าวข้างต้น สามารถดำเนินการจัดทำได้ง่าย ไม่มีข้อความที่จะผูกมัดมากมายหากเทียบกับในสัญญาเงินกู้

เพราะโดยสภาพแล้วสัญญาเงินกู้มักจะมีข้อความที่มากกว่า อายุความในการฟ้องร้องก็สั้นกว่าสัญญาเงินกู้ แต่ความน่าเชื่อถือจากบุคคลภายนอกก็อาจจะน้อยกว่าเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบระหว่างตั๋วสัญญาใช้เงิน กับสัญญาเงินกู้ การจัดทำเป็นสัญญาจะให้ความน่าเชื่อถือที่มากกว่า

2. ดอกเบี้ย เรามาทำความเข้าใจก่อนครับว่า การจะไม่คิดดอกเบี้ยสามารถทำได้หรือไม่ สามารถทำได้ครับ แต่เจ้าพนักงานกรมสรรพากรก็มีอำนาจในการประเมินว่า กรรมการผู้ให้กู้ควรจะมีรายได้ดอกเบี้ยจากการให้บริษัทกู้ และกรรมการอาจจะถูกตรวจสอบว่ามีเงินได้จากไหน เสียภาษีถูกต้องหรือไม่

3. อัตราดอกเบี้ยจะคิดเท่ากับเงินฝากก็ได้ครับ แต่เมื่อมีการจ่ายดอกเบี้ยก็จะต้องมีการหัก ณ ที่จ่าย 15%

4.กำหนดการคืนเงินนั้น ไม่มีการกำหนดตายตัวแต่โดยลักษณะของตั๋วสัญญาใช้เงินต้องมีกำหนด จะเป็น 3 ปี 5 ปีก็ได้ครับ แต่ถ้านานเกินไปอาจขาดความน่าเชื่อถือครับ ในความเห็นผมควรจะมีอายุไม่เกิน 1 - 2 ปี เมื่อครบก็สามารถทำฉบับใหม่ได้ครับ



suwan:
ขอบคุณครับสำหรับคำแนะนำและข้อมูลที่จัดหาให้



sumate:
สัญญากู้ กำหนดการชำระคืน โดยให้ชำระคืนต้นเงินให้เสร็จสิ้นก๋อน จึงชำระดอกเบี้ยค้าง (ส่วนดอกเบี้ยคิดทุกเดือนตามต้นเงินคงเหลือ) จะทำได้หรือไม่

และต้องเสียภาษีอย่างไร

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

ตอบ

ไปที่เวอร์ชันเต็ม