www.avaccount.com > บอร์ดบัญชีและภาษี

จะประหยัดภาษีบุคคลธรรมดาอย่างไร

(1/2) > >>

พนิดา:
เดิมเปิดร้านขายวัสดุก่อสร้าง โดยไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล ยื่นภงด 90 โดยสรรพากรประเมินให้อยู่ปีละ 1000 บาท ต่อมาเดือน กรกฏาคม 2549 ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และยื่น ภพ 30 ทุกเดือน โดยมีรายได้จากการขายที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มเฉลี่ยเดือนละ 200,000 บาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ตอนนี้จะทำการเสียภาษี ภงด.90 แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี

1. รายได้ที่จะนำมายื่น เป็นยอดขายที่ยื่นในแต่ละเดือนโดยไม่รวมภาษีใช่หรือไม่

2. กรณีหักค่าใช้จ่าย สามารถหักแบบเหมาได้หรือไม่

3. หากไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ จะต้องหักแบบตามเป็นจริงจะคำนวณอย่างไร คือ

3.1 สินค้าคงเหลือต้นงวด จะพิจารณาว่าเป็น ศูนย์ หรือ ว่าให้นับจริงจากกิจการก่อนที่จะจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

3.2 สินค้าซื้อระหว่างปี ให้นำยอดซื้อสินค้า ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มมาใชได้เลยหรือไม่

3.3 แล้วกรณีภาษีซื้อที่ซื้อในปี 49 แต่ไม่ได้นำมาใช้สิทธิในการยื่น ภพ.30 ในปี 49 แต่มายื่น ในปี 2550 ต้องนำมารวมเป็นยอดซื้อระหว่างปีด้วยหรือเปล่า

3.4 ค่าใช้จ่ายอื่นที่นำมาหัก มีอะไรได้บ้าง ในฟอร์ม มีให้กรอกเป็นเงินเดือน ไม่ทราบว่าใช่เงินเดือนที่จ่ายให้พนักงานหรือเปล่า

4. ในปี 2550 มียอดขายต่อเดือนเฉลี่ยเดือนละ 300,000 บาทไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ทราบว่าควรทำอย่างไรจึงจะประหยัดภาษีได้มากที่สุดค่ะ

ผ่านมา:
มีสถานะเป็นบุคคลธรรมดา  จด vat

ภาษีที่ต้องเสียคือ

  1.  ภาษีมูลค่าเพิ่ม

         จัดทำรายงานภาษีซื้อ  ภาษีขาย  โดยเก็บใบกำกับภาษีซื้อ ใบกำกับภาษีขายในระหว่างเดือนแนบ  สรุปยอดทุกเดือน  ยื่นแบบ  ภพ.30

         ภาษีชื้อ  มากกว่า  ภาษีขาย  =  เครดิตภาษี เอาไว้หักลบกับ ภาษีที่ต้องชำระในเดือนถัดไป

         ภาษีขาย  มากกว่า  ภาษีซื้อ  =  ภาษีที่ต้องชำระ



2.  ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  กรณีนี้เข้าข่าย เงินได้พึงประเมิน มาตรา 40(8)  (27)   สามารถเลือกหัก คชจ.ได้ 2  วิธี

       1.  ตามความเป็นจริงและสมควร

       2.  อัตราเหมา 80%



 1.ตามความเป็นจริง

         รายได้รวมทั้งสิ้น (ไม่รวม VAT)             xxx

         หัก   ต้นทุนขาย :                               xxx

         กำไรขั้นต้น                                       xxx

         หัก    ค่าใช้จ่ายในการการดำเนินงาน      xxx      

         เงินได้สุทธิที่นำมาคำณวณภาษี             xxx



        การคำณวณต้นทุนขาย

         สินค้าต้นงวด (ยกมาจากปลายปีก่อน)      xx

         บวก   ซื้อ  (เฉพาะซื้อระหว่างปี)     xx

                  ค่าขนส่งเข้า                      xx     xx

         สินค้ามีไว้เพื่อขาย                               xx

         หัก  สินค้าคงเหลือปลายปี                     xx

                  ต้นทุนสินค้าที่ขาย                      xx



2. ตามอัตราเหมา  80%

              รายได้จากการขาย  (ไม่รวม vat)      xx

              หัก  อัตราเหมา  80%                     xx

              เงินได้สุทธิที่นำมาคำณวณภาษี         xx

       

   อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

เงินได้สุทธิไม่เกิน 100,000 บาท ร้อยละ 0

เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 100,000 บาท แต่ไม่เกิน 500,000 บาท ร้อยละ 10

เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 500,000 บาท แต่ไม่เกิน 1,000,000 บาท ร้อยละ 20

เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 1,000,000 บาท แต่ไม่เกิน4,000,000 บาท ร้อยละ 30

เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 4,000,000 บาท ร้อยละ 37 "        



นอกจากนี้ยังต้องคำณวณ ภาษีอีกวิธี คือ

     รายได้รวมทั้งสิ้น x อัตราภาษี 0.005 = ภาษีที่ต้องชำระ

      วีธีไหนมากกว่าต้องเสียตามวิธีนั้น



สมมุติมีรายได้เดือนละ  200,000  บาท

การคำณวณภาษี  วิธีอัตราเหมา    80%

        200,000 X  12           =    2,400,000   บาท

หัก    2,400,000 x 80%       =    1,920,000   บาท

       เงินได้หลังหัก คชจ.       =      480,000   บาท

หัก  ค่าลดหย่อน

       ผู้มีเงินได้  30,000

       คู่สมรส     30,000                  60,000    บาท

        (อื่น ๆ ตามที่มี อาทิ บุตร เบี้ยประกัน ฯลฯ)

       เงินได้ที่นำมาคำณวณภาษี    420,000   บาท



     ภาษี =   100,00   แรก           =        0

                 320,000 X 10%        =     32,000  บาท

 

การคำณวณภาษีอีกวิธี

             2,400,000 x  0.005  =  12,000  บาท

     ดังนั้นภาษีที่ต้องเสีย  คือ  32,000  บาท

    แต่ถ้ามีภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกหักไว้  สามารถเก็บหนังสือรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่าย มาเครดิตภาษี ได้



ขอแนะนำให้หักตามความเป็นจริงครับ เพราะจะเก็บ คชจ.ได้มากกว่า  แต่อย่างไรเสียก็ต้องเสียขั้นต่ำแน่ ๆ  12,000 บาท



ตอบคำถาม

1.เป็นรายได้ที่ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม

2. ได้

3.1  สินค้าต้นงวด ขอแนะนำให้เริ่มจาก 0  สำหรับสินค้าที่มีอยู่แล้วแนะนำให้ขายโดยไม่ต้องเข้าระบบ  Vat

3.2  ชื้อระหว่างปี เป็นยอดที่ไม่รวม Vat (ขอทำความเข้าใจว่า  ทุกรายการทางบัญชี ต้องไม่รวม vat  ให้เอาแต่เนื้อแท้คือมูลค่าของรายการนั้น ๆ )

3.3 ก่อนหรือหลังจด vat ครับ  ถ้าหลังจด ยังเก็บใบกำกับภาษีซื้อมายืนได้  แต่ตัวสินค้า ควรจะเป็นสินค้าต้นงวด จึงขัดแย้งกัน  ทางที่ดีควรตัดทิ้ง  ไม่ต้องนำมายื่น สินค้าที่มีก็ขายนอกระบบ vat ไปเลยครับ

3.4  สามารถเก็บเอกสาร คชจ.ที่เกี่ยวของกับกิจการมาหักได้ทุกรายการ เอกสารคชจ.  ควรจะเป็นไปกำกับภาษี  หรือใบเสร็จรับเงินที่มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี  

สำหรับเงินเดือน รวมหมดตั้งแต่  เจ้าของ จนถึงพนักงาน

แต่ต้องออกหนังสือรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่ายรับรอง

4. เก็บบิลค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด แต่อย่างไรคุณก็ต้องเสียตามขั้นต่ำ  0.5 %  ของยอดรายได้

             

พนิดา:
ขอบคุณมากค่ะ คุณผ่านมา

ขอถามเพิ่มอีกนิดน่ะค่ะ ถ้า เป็นแบบนี้จดทะเบียน บริษัทแบบจะประหยัดภาษีได้มากกว่าหรือเปล่าค่ะ หรือว่าจดเป็นแบบคณะบุคคลดีกว่าค่ะ

ดาวิด:
จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ในรูปบริษัท หรือห้าง  มีความยุ่งยากต่างกัน

1. ต้องจัดทำงบการเงิน มีผู้ตรวจสอบบัญชีภาษี หรือผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ตรวจสอบรับรองงบฯ



2. เสียภาษีในอัตราร้อยละ25 หรือ30 แล้วแต่ขนาดของกิจการ (รายได้)



3.สามารถหักค่าใช้จ่ายจริงได้  หากกิจการขาดทุน ไม่ต้องเสียภาษี



4.มีภาระ ต้องเก็บหลักฐานค่าใช้จ่าย  จะหักค่าใช้จ่ายเหมาเหมือนบุคคลธรรมดาไม่ได้  



 

007:
ยื่นยอดขายให้ตรงตามที่ยื่น vat แล้วยอดค่าใช้จ่ายใช้ตามจ่ายจริง

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

ตอบ

ไปที่เวอร์ชันเต็ม