www.avaccount.com > บอร์ดบัญชีและภาษี

ทำอย่างไรให้ถูกต้องและเป็นสิ่งเลือกที่ดีที่สุด

(1/1)

chalermchai:
ก่อนเข้าเรื่องขอขอบคุณ คุณTown คุณa-manก่อนครับ เรือ่งมีอยู่ว่า นาย .ก เป็นผู้รับเหมาในรูปแบบบุคคลธรรมดาในด้านบริการ มีคนงานอยู่10คนรับจ้างเป็นรายวัน  ซึ่งทำงานให้กับบริษัท.ขโดยคิดงวดงานทุก15วันโดยบริษัท.ขหักณ.ที่จ่าย3%ทุกงวด ซึ่งรายรับโดยรวมที่นายกได้รับยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายต่อปียอดเกิน1,800,000บาท ต่อมานาย.กต้องการขยายธุรกิจตัวเองโดย จะขายสินค้าเองดว้ยแต่ก็ยังทำงานให้กับบริษัท.ข อยู่ด้วย ซึ่งนาย.กได้ชวนผมทำด้วยโดยให้ผมเป็นผู้ลงทุนและดูแลรายรับรายจ่ายทั้งหมดและแบ่งผลกำไรคนละครึ่งหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว สรุปแล้วผมต้องการถามผุ้รุ้ว่า ถ้าผมร่วมทำกับนาย.กด้วยผมควรจัดตั้งแบบบุคคลธรรมดาหรือแบบนิติบุคคลดีครับ และขอทราบเหตุผลข้อดีข้อเสียด้วยครับ  โดยผมคิดว่าการลงทุนคราวนี้จะซื้อออฟฟิตและรถที่ใช้ในการทำงานใหม่ด้วย ดีหรือไม่อย่างไรขอข้อแนะนำด้วย ครับ ขอความกระจ่างและความรู้ด้วยครับ  ขอขอบคุณล่วงหน้านะที่นี้ด้วยครับ  

หรือถ้ามีข้อแนะนำดีๆยินดีเสียค่าปรึกษาส่วนตัวครับa-man อย่าช้านะขอแซวก่อนจากเห็นหายไปจากจอ ขอบคุณอีกครั้งครับ

007:
จะร่วมลงทุนกัน จดเป็นนิติบุคคลดีกว่าครับ ฟ้องร้องกันได้ เพียงแต่เราวางระบบการควบคุมภายในให้รัดกุม ทำบัญชีให้โปร่งใส และมีผู้ตรวจสอบที่เป็นอิสระ ก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่เสียภาษีมากอยู่เหมือนกันนะ ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้นิติฯ ภาษีเงินปันผล





แต่การจะเป็นนิติบุคคลนั้นไม่ใช่วิธีที่ทำให้เสียค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นค่าดำเนินการหรือค่าภาษีก็ตาม



ต้องวางแผนเป็นเรื่องๆไปครับ การทำในนามคณะบุคคลสัก 2 คณะ ก็ไม่ใช่ว่าเราจะทำบัญชีให้โปร่งใสไม่ได้นะ คุมรายได้ไม่ให้เกิน 1,800,000.- บาท ทำสัญญาแบ่งกำไรกันให้ชัดเจน แล้วเลือกวิธีการหักรายจ่ายให้ได้มากที่สุด

 



 

SHaW:
1.หากนาย ก มีรายได้เกิน 1.8 ล้าน ต้องเข้าระบบมูลค่าเพิ่มทันที่ ที่ถึง 1.8 ล้านครับ เข้าแล้วเข้าเลย

2. นาย ก ชวนคุณตั้งคณะบุคคลเพื่อลดยอดรายได้ และต้องการเงินทุน พร้อมทั้งได้ผู้ดูแลด้วย ถือว่านาย ก มองการณ์ไกล ยิงปืน นัดเดียว ได้นก3ตัว

3. หากเป็นเช่นนี้ ต้องดูว่าสามารถร่วมงานกันได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ ลองดิวกันในระยะสั้นก่อน อย่าพึ่งลงทุนมาก ลองดูในลักษณะคณะบุคคลก่อน หากมีแนวโน้มที่ดีมากขึ้นค่อยมองกันในเรื่องของบริษัทครับ ยิ่งสถานะการณ์เศรฐกิจที่มีความสุ่มเสี่ยง ไม่แน่นอน การลงทุนโดยใช้เงินตัวเองลงไปมากๆ โดยที่คุณเองไม่มีความรู้ ความจัดเจนในงานนั้นๆ ไม่รู้ตลอดทั้งกระบวนการ ผมกลัวว่าเงินทุนจะจมนะครับ ต่อเมื่อคุณมองทะลุแล้ว เมื่อนั้นคุณจะเห็นภาพชัดขึ้นว่า งานที่คุณสนใจนั้น มันให้ผลตอบแทนดีมากน้อยแค่ไหน ลองดิวกันสักดิว สองดิว ชิมลางก่อนครับ ผมแนะนำครับ



โชคดีครับ

town:
1.  การจะพิจารณาว่าควรดำเนินธุรกิจอยู่ในรูปใดนั้น  ให้คำนึงถึงคู่ค้าเป็นลำดับแรกครับ  เพราะถ้าลูกค้าต้องการบิลในนามนิติบุคคล  คุณก็ไม่มีทางเลือกอื่น  แต่ถ้าลูกค้าไม่สนใจในเรื่องรูปแบบ  ก็ค่อยมาดูข้อถัดไปครับ



2.  ในการรับงานในแต่ละครั้งมีการทำสัญญาหรือไม่  เพราะถ้ามี  ก็จะต้องดูครับว่าในลักษณะของงานตามสัญญาเป็นอย่างไร  สามารถแบ่งงานออกเป็นส่วนๆ ได้หรือไม่  ถ้าได้ก็มีโอกาสที่จะวางแผนภาษีกระจายฐานรายได้ออกเป็นหลายๆ กลุ่ม เพื่อที่จะได้ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และไม่ต้องจดเป็นนิติบุคคลครับ



3.  มูลค่างานแต่ละสัญญามีจำนวนเงินมากน้อยเพียงใด  เพราะถ้ามีมูลค่างานตามสัญญาสูง  โอกาสที่จะเลี่ยง vat  ก็น้อย  แถมเป็นบุคคลธรรมดาก็ถ้าฐานภาษีสูงมากๆ ก็จะทำให้เสียภาษีมากกว่านิติบุคคล



4.  ต่อมาก็ให้มาดูความสมบูรณ์ของเอกสารรายจ่าย  ไม่ว่าจะเป็นต้นทุน  และค่าใช้จ่าย  ว่ามีความสมบูรณ์และน่าเชื่อถือเพียงใด  สามารถพิสูจน์ผู้รับได้หรือไม่



5.  ประมาณการรายได้ที่จะมีเข้ามาในอนาคต  ว่ามีความสม่ำเสมอและมั่นคงเพียงใด  เพราะหากไม่แน่ไม่นอน  การดำเนินธุรกิจในรูปของบุคคลธรรมดาจะประหยัดค่าใช้จ่ายและภาระหน้าที่ในทางบัญชีและภาษีก็น้อยกว่าครับ



6.  หากเน้นมีการแบ่งผลกำไรกันทุกๆ ปี หรือบ่อยๆ นั้น  หากดำเนินในรูปของนิติบุคคล  เมื่อมีการจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น  บริษัทก็มีหน้าที่จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 10 ของเงินปันผลทุกครั้งที่มีการจ่าย  แต่หากเป็นในรูปของบุคคลธรรมดา ( ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน และ คณะบุคคล ) นั้นเมื่อมีการแบ่งผลกำไร  ผลกำไรดังกล่าวก็ไม่ต้องมาหักภาษี ณ ที่จ่ายครับ



7.  เมื่อได้ข้อมูลต่างๆ มาแล้ว  จึงมาพิจารณารูปแบบในการดำเนินธุรกิจครับ



8.  เมื่อเลือกรูปแบบได้แล้ว  จึงค่อยมาพิจารณาว่าทรัพย์สินที่จะลงทุนนั้น  จะเป็นในนามของบุคคลหรือนิติบุคคล  



9.  การดำเนินธุรกิจในรูปของบุคคลธรรมดานั้น  มีข้อดีในแง่ความคล่องตัว  ภาระหน้าที่ในทางบัญชีและภาษีที่น้อยกว่านิติบุคคล   ส่วนข้อเสียนั้น  จะเป็นในเรื่องของความน่าเชื่อถือ  การระดมทุน  เป็นต้น



10.  แต่หากดำเนินธุรกิจในรูปของนิติบุคคลนั้น  ก็จะมีข้อดีในแง่ของความน่าเชื่อถือ  การระดมทุน  ส่วนข้อเสียก็จะเป็นในเรืองของภาระหน้าที่ในทางบัญชีและทางภาษี  รวมถึงค่าใช้จ่ายที่มากกว่าบุคคลธรรมดา



 

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

ตอบ

ไปที่เวอร์ชันเต็ม