www.avaccount.com > บอร์ดบัญชีและภาษี

การวางแผนภาษีธุรกิจโรงแรม(หาในหนังสือแล้วไม่มี)

(1/3) > >>

จูน:
-อยากทราบพรบ.โรงแรม พ.ศ.2547 และวิธีการวางแผนภาษีในธุรกิจโรงแรมมีหลักการอย่างไรบ้างค่ะ

เจ้าหญิง:
เอาไปทำรายงานหรอ เหมือนเราเลย หาไม่เจอง่ะเรียนที่เดียวกันป่าวเนี้ย เราอยู่ม.เทคโนโลยีรัตนโกสินทร์ หาข้อมูลได้แล้ว ช่วยสงเคราะห์เราบ้างได้ป่ะ

town:
พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2478

http://www.coe.or.th/co15law/act/coe_law-2478.pdf

town:
1. การวางแผนภาษีอากร ( Tax Planning ) คือ การตัดสินใจเตรียมการเพื่อการปฏิบัติในอนาคตเกี่ยวกับภาษีอากรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะให้การเสียภาษีอากรและการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากรขององค์กรเป็นไปโดยถูกต้องและครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฏหมายภาษีอากร และต้องเสียภาษีอากรเป็นจำนวนน้อยที่สุด หรือประหยัดที่สุด



2. วัตถุประสงค์ของการวางแผนภาษี ก็เพื่อ

2.1 ถูกต้องครบถ้วนตามกฏหมาย

ในการวางแผนภาษีอากร ผู้วางแผนจะต้องมีความรู้ความเข้าใจตัวบทกฏหมายอย่างชัดเจนถูกต้อง ไม่หลงลือประเด็นหนึ่งประเด็นใดในตัวบทกฏหมายภาษีอากร ทำให้กิจการเสียภาษีโดยประหยัดและถูกต้อง สิ่งที่ผู้วางแผนภาษีควรคำนึงถึงอย่างหนึ่งก็คือ อย่ามองแง่ใดแง่หนึ่งเพียงแง่เดียว จะต้องมองรายละเอียดของภาษีอากรที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนและถูกต้อง

2.2 ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุด

จะต้องศึกษาข้อกฏหมายที่จะทำให้กิจการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุด โดยการกำหนดทางเลือกในการนำเงื่อนไขทางกฏหมายมาใช้ให้กิจการได้รับประโยชน์สูงสุดและถูกต้องตามกฏหมายด้วย

2.3 ปลอดภัยจากภาระที่อาจจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า

การวางแผนภาษีอากรจะต้องคำนึงถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต หากมุมมองของผู้วางแผนขาดความรอบครอบในการศึกษาตัวบทกฏหมายได้อย่างถูกต้องแล้ว อาจเกิดปัญหาได้ในอนาคต โดยถูกสรรพากรเรียกตรวจสอบและประเมินภาษี

2.4 มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและสมเหตุผล

เมื่อมีการวางแผนภาษีอากรในเรื่องหนึ่งเรื่องใด จะต้องมีการยกกฏหมายมาอ้างอิงชัดเจน สามารถตอบคำถามในปัญหาต่างๆ ได้โดยปราศจากข้อโต้แย้งทางภาษีอากร

2.5 ช่วยในการลดต้นทุน

กิจการที่มีการวางแผนภาษีอากรจะทำให้กิจการสามารถลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นออกไป เช่น การขอรับสิทธิการส่งเสริมการลงทุน เป็นต้น นอกจากจะช่วยในการลดต้นทุนของกิจการแล้ว ยังช่วยในการเพิ่มกำไรสุทธิของกิจการให้สูงขึ้นโดยการอาศัยการวางแผนภาษี



3. กิจการที่มีความประสงค์ที่จะมีการวางแผนภาษีอากร จะต้องมีการศึกษาข้อมูลต่างๆ ก่อนการวางแผนภาษีนะครับ เมื่อเริ่มต้นจะทำการวางแผนภาษีอากรจะต้องการศึกษาความเป็นไปได้ของการวางแผนภาษี เพราะกิจการอาจจะมีการเลือกการวางแผนภาษีเฉพาะด้านเช่น วางแผนภาษีเงินได้นิติบุคคล วางแผนภาษีมูลค่าเพิ่ม วางแผนภาษีธุรกิจเฉพาะ ฯลฯ ผู้วางแผนภาษีอาจจะเลือกวางแผนภาษีบางประเภทก่อน แล้วจึงจะวางแผนภาษีประเภทอื่นที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ดีในการวางแผนภาษีของกิจการ ภาษีอากรที่เกิดขึ้นมักจะมีส่วนที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกันเสมอ ดังนั้นการวางแผนภาษีที่ดีจะต้องคำนึงถึงภาษีทุกตัวที่เกี่ยวข้องกับกิจการรวมไปถึงระบบบัญชีเพื่อให้รองรับและสอดคล้องกันได้ สิ่งสำคัญในการวางแผนภาษีจะต้องมีการรวบรวมข้อมูลของกิจการแล้วนำไปวิเคราะห์ความต้องการเพื่อประโยชน์ในการนำไปใช้ต่อไป



ลำดับขั้นตอนในการวางแผนภาษี

ในการวางแผนภาษีของกิจการ ผู้วางแผนภาษีควรจะวางแผนภาษีที่ประกอบไปด้วยบุคคลหลายสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นด้านบัญชี ผู้สอบบัญชี หรือด้านกฏหมายภาษีอากร หรือกฏหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยนำบุคคลต่างๆ มาจัดตั้งเป็นรูปแบบของคณะกรรมการหรือกลุ่มของผู้เชี่ยวชาญเพื่อจะได้ไม่การสร้างแนวความคิดหรือกรอบขอ่งการวางแผนภาษีให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในการวางแผนภาษีที่ผู้วางแผนภาษีจะต้องนำไปปฏิบัติมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. ศึกษาข้อเท็จจริง

ในการวางแผนภาษีที่ดีนั้น ผู้วางแผนภาษีจะต้องศึกษาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยวางแผนวิเคราะห์ทางเลือกของข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นด้านบัญชี และภาษีอากร ว่ามีผลกระทบใดบ้างที่กิจการจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขนั้น

2. การเตรียมการก่อนการวิเคราะห์ข้อมูล

ในการวางแผนภาษีจะต้องมีการเตรียมข้อมูลที่จะนำมาใช้ในการวางแผนภาษี ที่จะเป็นเครื่องมือช่วยในการหาคำตอบหรือแก้ไขปัญหาด้านภาษีอากร เช่น ประมวลรัษฎากร หนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากร คำพิพากษาฏีกา

3. นำข้อมูลมาวิเคราะห์ปัญหา

เมื่อกิจการได้มีการกำหนดข้อมูลปัญหาที่จะนำมาวางแผนภาษี ผู้วางแผนภาษีจะต้องนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์ปัญหาในแต่ละประเด็น โดยแยกเป็นกรณีศึกษาทางเลือกไว้หลายกรณีด้วยกัน แล้วนำมาเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของแต่ละทางเลือก ซึ่งอาจจะนำปัญหาดังกล่าวไปสอบถามประเด็นภาษีกับทางกรมสรรพากรก็ได้ หากพบว่าไม่สามารถหาคำตอบหรือไม่ชัดเจน หรือมีข้อขัดแย้งที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้

4. การแก้ไขปัญหาตามกรณีศึกษาที่ได้กำหนดไว้

การวางแผนภาษีที่นิยมปฏิบัติกันมากโดยวิธีหนึ่งก็คือ กำหนดปัญหาขึ้นมาหรือที่เรียกว่า กรณีศึกษาขึ้นมา 2 - 3 กรณีด้วยกันเพื่อที่จะได้นำข้อมูลของปัญหาดังกล่าวมาแก้ไขแต่ละประเด็น สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ ผู้วางแผนภาษีจะต้องทราบก่อนว่าอะไรคือปัญหาที่จะต้องเข้าไปวางแผนภาษี และจะสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ในกรณีใดบ้าง มีผลกระทบทางภาษีประเภทใดบ้างที่เข้ามาเกี่ยวข้องในกรณีดังกล่าว

5. การตัดสินใจเลือก

เมื่อมีการวางประเด็นของปัญหาในแต่ละกรณีไม่ว่าจะเป็นข้อดี - ข้อเสียในแต่ละประเภท ตลอดจนภาษีอากรที่มีผลกระทบ ผู้วางแผนจะต้องนำกรณีศึกษาทุกกรณีมาเปรียบเทียบข้อดี - ข้อเสีย หรือจุดเด่นจุดด้อยให้เป็นข้อมูลที่คณะกรรมการวางแผนภาษีที่จะกำหนดเป็นทางเลือกที่จะนำไปให้ถือหฏิบัติต่อไป เมื่อได้ตัดสินใจทางเลิอกใดได้แล้ว ควรจะนำไปตรวจสอบข้อมูลจากบุคคลภายนอกอีกครั้งเช่น ผู้เชี่ยวชาญภาษีอากร หรือสอบถามจากกรมสรรพากร

6. ประเมินผลการนำไปปฏิบัติ

หลังจากผู้วางแผนภาษีได้กำหนดทางเลือกเพื่อนำมาปฏิบัติแล้วจะต้องนำออกมาใช้ ซึ่งจะต้องมีการติดตามผลของการนำไปปฏิบัติว่าเป็นไปตามแผนที่ได้วางไว้หรือไม่ หากมีปัญหาจะได้นำไปแก้ไขปรับปรุงได้ทันท่วงที เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อกิจการ

town:
สำหรับธุรกิจโรงแรม  ผมมองว่าน่าจะประกอบธุรกิจในรูปของนิติบุคคล  ดังนั้นแนวทางเบื้องต้นในการเตรียมข้อมูลในการวางแผนภาษีมีดังนี้



1.  การรับรู้รายได้และรายจ่าย

1.1  การรับรู้รายได้และรายจ่ายตามมาตราฐานการบัญชีฉบับที่ 37

1.2  การรับรู้รายได้และรายจ่ายตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฏากร

http://www.rd.go.th/publish/5939.0.html#mata65

1.3  คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.1/2548  " การใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล "

http://www.rd.go.th/publish/3480.0.html



2.  รายได้

2.1  รายได้ตามหลักการบัญชี

2.2  รายได้ที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องคำนวณภาษีเงินได้ เช่น  มาตรา 65 ทวิ ( 10 )

http://www.rd.go.th/publish/5939.0.html#mata65_2

2.3  พระราชกฤษฎีกา  ฉบับที่ 263  " เงินส่วนแบ่งกำไรที่บริษัทได้รับจากกองทุนรวม "

http://www.rd.go.th/publish/2392.0.html

2.4  กฏกระทรวง  ฉบับที่ 126  " เงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้น "

http://www.rd.go.th/publish/2502.0.html



3.  รายจ่าย

3.1  หลักการบัญชี " รายจ่ายที่มีลักษณะลงทุน และรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือรายจ่ายเพื่อก่อให้เกิดรายได้ "

3.2  มาตรา 65 ตรี  " ค่าใช้จ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย "

http://www.rd.go.th/publish/5939.0.html#mata65_3

3.3  พระราชกฤษฎีกา  ฉบับที่ 145  " การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาทรัพย์สิน "  คำสั่งกรมสรรพากรที่  ป.3/2527

http://www.rd.go.th/publish/2369.0.html

3.4  พระราชกฤษฎีกา  ฉบับที่ 315  " รายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ "

http://www.rd.go.th/publish/2796.0.html

3.5  กฏกระทรวงฉบับที่ 143  " ค่ารับรองที่ถือเป็นรายจ่าย "

http://www.rd.go.th/publish/2495.0.html

3.6  กฏกระทรวงฉบับที่ 186  " การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ "

http://www.rd.go.th/publish/2483.0.html

3.7  หนังสือกรมสรรพากรที่  กค 0802/8024  " ภาษีเงินได้นิติบุคคล  กรณีต้นทุนทรัพย์สินหรือรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ "

3.8  ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ ฉบับที่ 44  " กำหนดรายจ่ายเพื่อการสาธารณประโยชน์  รายจ่ายเพื่อการศึกษาและรายจ่ายเพื่อการกีฬา "  คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.52/2537

http://www.rd.go.th/publish/3214.0.html

http://www.rd.go.th/publish/3595.0.html



4.  การคำนวณกำไรสุทธิ

4.1  มาตรา 65 ทวิและมาตรา 65 ตรี  " เงื่อนไขการคำนวณกำไรสุทธิ

4.2  พระราชบัญญัติการบัญชี พศ. 2543 และกฏหมายบัญชีที่เกี่ยวข้อง

4.3  คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.58/2538  " การตัดมูลค่าต้นทุนที่เหลืออยู่ของทรัพย์สินที่สูญหาย หรือชำรุดจนไม่สามารถใช้งานได้ "

http://www.rd.go.th/publish/3589.0.html



นอกจากนี้ยังต้องศึกษาภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย , ภาษีมูลค่าเพิ่ม , ภาษีธุรกิจเฉพาะ และยังต้องคำนึงถึงการวางระบบบัญชีให้สมบูรณ์ถูกต้อง  เพื่อให้เป็นไปตามกฏหมายภาษีอากร  หลักการบัญชี  และมาตรฐานการบัญชีของปีต่อๆ ไป  กิจการจำเป็นอย่างยิ่งที่ควรจะมีการวางแผนภาษีและทบทวนข้อมูลทั้งด้านบัญชี  การเงินและภาษีอากรให้รัดกุมยิ่งขึ้นกว่าเดิม

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

ตอบ

ไปที่เวอร์ชันเต็ม