www.avaccount.com > บอร์ดบัญชีและภาษี
การวางแผนภาษีธุรกิจโรงแรม(หาในหนังสือแล้วไม่มี)
จูน:
-อยากทราบพรบ.โรงแรม พ.ศ.2547 และวิธีการวางแผนภาษีในธุรกิจโรงแรมมีหลักการอย่างไรบ้างค่ะ
เจ้าหญิง:
เอาไปทำรายงานหรอ เหมือนเราเลย หาไม่เจอง่ะเรียนที่เดียวกันป่าวเนี้ย เราอยู่ม.เทคโนโลยีรัตนโกสินทร์ หาข้อมูลได้แล้ว ช่วยสงเคราะห์เราบ้างได้ป่ะ
town:
พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2478
http://www.coe.or.th/co15law/act/coe_law-2478.pdf
town:
1. การวางแผนภาษีอากร ( Tax Planning ) คือ การตัดสินใจเตรียมการเพื่อการปฏิบัติในอนาคตเกี่ยวกับภาษีอากรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะให้การเสียภาษีอากรและการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากรขององค์กรเป็นไปโดยถูกต้องและครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฏหมายภาษีอากร และต้องเสียภาษีอากรเป็นจำนวนน้อยที่สุด หรือประหยัดที่สุด
2. วัตถุประสงค์ของการวางแผนภาษี ก็เพื่อ
2.1 ถูกต้องครบถ้วนตามกฏหมาย
ในการวางแผนภาษีอากร ผู้วางแผนจะต้องมีความรู้ความเข้าใจตัวบทกฏหมายอย่างชัดเจนถูกต้อง ไม่หลงลือประเด็นหนึ่งประเด็นใดในตัวบทกฏหมายภาษีอากร ทำให้กิจการเสียภาษีโดยประหยัดและถูกต้อง สิ่งที่ผู้วางแผนภาษีควรคำนึงถึงอย่างหนึ่งก็คือ อย่ามองแง่ใดแง่หนึ่งเพียงแง่เดียว จะต้องมองรายละเอียดของภาษีอากรที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนและถูกต้อง
2.2 ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุด
จะต้องศึกษาข้อกฏหมายที่จะทำให้กิจการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุด โดยการกำหนดทางเลือกในการนำเงื่อนไขทางกฏหมายมาใช้ให้กิจการได้รับประโยชน์สูงสุดและถูกต้องตามกฏหมายด้วย
2.3 ปลอดภัยจากภาระที่อาจจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า
การวางแผนภาษีอากรจะต้องคำนึงถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต หากมุมมองของผู้วางแผนขาดความรอบครอบในการศึกษาตัวบทกฏหมายได้อย่างถูกต้องแล้ว อาจเกิดปัญหาได้ในอนาคต โดยถูกสรรพากรเรียกตรวจสอบและประเมินภาษี
2.4 มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและสมเหตุผล
เมื่อมีการวางแผนภาษีอากรในเรื่องหนึ่งเรื่องใด จะต้องมีการยกกฏหมายมาอ้างอิงชัดเจน สามารถตอบคำถามในปัญหาต่างๆ ได้โดยปราศจากข้อโต้แย้งทางภาษีอากร
2.5 ช่วยในการลดต้นทุน
กิจการที่มีการวางแผนภาษีอากรจะทำให้กิจการสามารถลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นออกไป เช่น การขอรับสิทธิการส่งเสริมการลงทุน เป็นต้น นอกจากจะช่วยในการลดต้นทุนของกิจการแล้ว ยังช่วยในการเพิ่มกำไรสุทธิของกิจการให้สูงขึ้นโดยการอาศัยการวางแผนภาษี
3. กิจการที่มีความประสงค์ที่จะมีการวางแผนภาษีอากร จะต้องมีการศึกษาข้อมูลต่างๆ ก่อนการวางแผนภาษีนะครับ เมื่อเริ่มต้นจะทำการวางแผนภาษีอากรจะต้องการศึกษาความเป็นไปได้ของการวางแผนภาษี เพราะกิจการอาจจะมีการเลือกการวางแผนภาษีเฉพาะด้านเช่น วางแผนภาษีเงินได้นิติบุคคล วางแผนภาษีมูลค่าเพิ่ม วางแผนภาษีธุรกิจเฉพาะ ฯลฯ ผู้วางแผนภาษีอาจจะเลือกวางแผนภาษีบางประเภทก่อน แล้วจึงจะวางแผนภาษีประเภทอื่นที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ดีในการวางแผนภาษีของกิจการ ภาษีอากรที่เกิดขึ้นมักจะมีส่วนที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกันเสมอ ดังนั้นการวางแผนภาษีที่ดีจะต้องคำนึงถึงภาษีทุกตัวที่เกี่ยวข้องกับกิจการรวมไปถึงระบบบัญชีเพื่อให้รองรับและสอดคล้องกันได้ สิ่งสำคัญในการวางแผนภาษีจะต้องมีการรวบรวมข้อมูลของกิจการแล้วนำไปวิเคราะห์ความต้องการเพื่อประโยชน์ในการนำไปใช้ต่อไป
ลำดับขั้นตอนในการวางแผนภาษี
ในการวางแผนภาษีของกิจการ ผู้วางแผนภาษีควรจะวางแผนภาษีที่ประกอบไปด้วยบุคคลหลายสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นด้านบัญชี ผู้สอบบัญชี หรือด้านกฏหมายภาษีอากร หรือกฏหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยนำบุคคลต่างๆ มาจัดตั้งเป็นรูปแบบของคณะกรรมการหรือกลุ่มของผู้เชี่ยวชาญเพื่อจะได้ไม่การสร้างแนวความคิดหรือกรอบขอ่งการวางแผนภาษีให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในการวางแผนภาษีที่ผู้วางแผนภาษีจะต้องนำไปปฏิบัติมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. ศึกษาข้อเท็จจริง
ในการวางแผนภาษีที่ดีนั้น ผู้วางแผนภาษีจะต้องศึกษาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยวางแผนวิเคราะห์ทางเลือกของข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นด้านบัญชี และภาษีอากร ว่ามีผลกระทบใดบ้างที่กิจการจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขนั้น
2. การเตรียมการก่อนการวิเคราะห์ข้อมูล
ในการวางแผนภาษีจะต้องมีการเตรียมข้อมูลที่จะนำมาใช้ในการวางแผนภาษี ที่จะเป็นเครื่องมือช่วยในการหาคำตอบหรือแก้ไขปัญหาด้านภาษีอากร เช่น ประมวลรัษฎากร หนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากร คำพิพากษาฏีกา
3. นำข้อมูลมาวิเคราะห์ปัญหา
เมื่อกิจการได้มีการกำหนดข้อมูลปัญหาที่จะนำมาวางแผนภาษี ผู้วางแผนภาษีจะต้องนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์ปัญหาในแต่ละประเด็น โดยแยกเป็นกรณีศึกษาทางเลือกไว้หลายกรณีด้วยกัน แล้วนำมาเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของแต่ละทางเลือก ซึ่งอาจจะนำปัญหาดังกล่าวไปสอบถามประเด็นภาษีกับทางกรมสรรพากรก็ได้ หากพบว่าไม่สามารถหาคำตอบหรือไม่ชัดเจน หรือมีข้อขัดแย้งที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้
4. การแก้ไขปัญหาตามกรณีศึกษาที่ได้กำหนดไว้
การวางแผนภาษีที่นิยมปฏิบัติกันมากโดยวิธีหนึ่งก็คือ กำหนดปัญหาขึ้นมาหรือที่เรียกว่า กรณีศึกษาขึ้นมา 2 - 3 กรณีด้วยกันเพื่อที่จะได้นำข้อมูลของปัญหาดังกล่าวมาแก้ไขแต่ละประเด็น สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ ผู้วางแผนภาษีจะต้องทราบก่อนว่าอะไรคือปัญหาที่จะต้องเข้าไปวางแผนภาษี และจะสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ในกรณีใดบ้าง มีผลกระทบทางภาษีประเภทใดบ้างที่เข้ามาเกี่ยวข้องในกรณีดังกล่าว
5. การตัดสินใจเลือก
เมื่อมีการวางประเด็นของปัญหาในแต่ละกรณีไม่ว่าจะเป็นข้อดี - ข้อเสียในแต่ละประเภท ตลอดจนภาษีอากรที่มีผลกระทบ ผู้วางแผนจะต้องนำกรณีศึกษาทุกกรณีมาเปรียบเทียบข้อดี - ข้อเสีย หรือจุดเด่นจุดด้อยให้เป็นข้อมูลที่คณะกรรมการวางแผนภาษีที่จะกำหนดเป็นทางเลือกที่จะนำไปให้ถือหฏิบัติต่อไป เมื่อได้ตัดสินใจทางเลิอกใดได้แล้ว ควรจะนำไปตรวจสอบข้อมูลจากบุคคลภายนอกอีกครั้งเช่น ผู้เชี่ยวชาญภาษีอากร หรือสอบถามจากกรมสรรพากร
6. ประเมินผลการนำไปปฏิบัติ
หลังจากผู้วางแผนภาษีได้กำหนดทางเลือกเพื่อนำมาปฏิบัติแล้วจะต้องนำออกมาใช้ ซึ่งจะต้องมีการติดตามผลของการนำไปปฏิบัติว่าเป็นไปตามแผนที่ได้วางไว้หรือไม่ หากมีปัญหาจะได้นำไปแก้ไขปรับปรุงได้ทันท่วงที เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อกิจการ
town:
สำหรับธุรกิจโรงแรม ผมมองว่าน่าจะประกอบธุรกิจในรูปของนิติบุคคล ดังนั้นแนวทางเบื้องต้นในการเตรียมข้อมูลในการวางแผนภาษีมีดังนี้
1. การรับรู้รายได้และรายจ่าย
1.1 การรับรู้รายได้และรายจ่ายตามมาตราฐานการบัญชีฉบับที่ 37
1.2 การรับรู้รายได้และรายจ่ายตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฏากร
http://www.rd.go.th/publish/5939.0.html#mata65
1.3 คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.1/2548 " การใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล "
http://www.rd.go.th/publish/3480.0.html
2. รายได้
2.1 รายได้ตามหลักการบัญชี
2.2 รายได้ที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องคำนวณภาษีเงินได้ เช่น มาตรา 65 ทวิ ( 10 )
http://www.rd.go.th/publish/5939.0.html#mata65_2
2.3 พระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 263 " เงินส่วนแบ่งกำไรที่บริษัทได้รับจากกองทุนรวม "
http://www.rd.go.th/publish/2392.0.html
2.4 กฏกระทรวง ฉบับที่ 126 " เงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้น "
http://www.rd.go.th/publish/2502.0.html
3. รายจ่าย
3.1 หลักการบัญชี " รายจ่ายที่มีลักษณะลงทุน และรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือรายจ่ายเพื่อก่อให้เกิดรายได้ "
3.2 มาตรา 65 ตรี " ค่าใช้จ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย "
http://www.rd.go.th/publish/5939.0.html#mata65_3
3.3 พระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 145 " การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาทรัพย์สิน " คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.3/2527
http://www.rd.go.th/publish/2369.0.html
3.4 พระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 315 " รายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ "
http://www.rd.go.th/publish/2796.0.html
3.5 กฏกระทรวงฉบับที่ 143 " ค่ารับรองที่ถือเป็นรายจ่าย "
http://www.rd.go.th/publish/2495.0.html
3.6 กฏกระทรวงฉบับที่ 186 " การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ "
http://www.rd.go.th/publish/2483.0.html
3.7 หนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0802/8024 " ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีต้นทุนทรัพย์สินหรือรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ "
3.8 ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ ฉบับที่ 44 " กำหนดรายจ่ายเพื่อการสาธารณประโยชน์ รายจ่ายเพื่อการศึกษาและรายจ่ายเพื่อการกีฬา " คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.52/2537
http://www.rd.go.th/publish/3214.0.html
http://www.rd.go.th/publish/3595.0.html
4. การคำนวณกำไรสุทธิ
4.1 มาตรา 65 ทวิและมาตรา 65 ตรี " เงื่อนไขการคำนวณกำไรสุทธิ
4.2 พระราชบัญญัติการบัญชี พศ. 2543 และกฏหมายบัญชีที่เกี่ยวข้อง
4.3 คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.58/2538 " การตัดมูลค่าต้นทุนที่เหลืออยู่ของทรัพย์สินที่สูญหาย หรือชำรุดจนไม่สามารถใช้งานได้ "
http://www.rd.go.th/publish/3589.0.html
นอกจากนี้ยังต้องศึกษาภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย , ภาษีมูลค่าเพิ่ม , ภาษีธุรกิจเฉพาะ และยังต้องคำนึงถึงการวางระบบบัญชีให้สมบูรณ์ถูกต้อง เพื่อให้เป็นไปตามกฏหมายภาษีอากร หลักการบัญชี และมาตรฐานการบัญชีของปีต่อๆ ไป กิจการจำเป็นอย่างยิ่งที่ควรจะมีการวางแผนภาษีและทบทวนข้อมูลทั้งด้านบัญชี การเงินและภาษีอากรให้รัดกุมยิ่งขึ้นกว่าเดิม
นำร่อง
[0] ดัชนีข้อความ
[#] หน้าถัดไป
ไปที่เวอร์ชันเต็ม