www.avaccount.com > บอร์ดบัญชีและภาษี

หุ้นลม3

(1/1)

ธีรภัทร:
ต้องขอขอบพระคุณคุณอ้วนอีกครับ สำหรับการสละเวลาอันมีค่า กรุณาตอบกระทู้ของผม และทุกๆกระทู้ในเวปบอร์ดนี้ หลังจากได้คำตอบ ทำให้เข้าใจเรื่องบัญชีได้มากขึ้น  และก็ขอรบกวนต่ออีกหน่อยนะครับ



ถามต่อนะครับ จากคำตอบคุณอ้วนได้ตอบมา 3 ข้อ

ข้อ1. ทรัพย์สินเป็นอุปกรณ์สำนักงาน และ อื่นๆที่ไม่ได้มีหลักฐานการครอบครอง  หลังจากจดทะเบียนก็สามารถนำมาลงบัญชีได้เลยถูกต้องไหมครับ โดยที่ตีราคาทรัพย์สินและแบ่งให้ตามสัดส่วนของแต่ละคนลงบัญชี Drสินทรัพย์  Crทุน



ข้อ2. ต้องขอโทษด้วยครับ สำหรับการยกตัวอย่างที่ไม่กระจ่างนัก  ครับมีครบ 7 คนครับ.. ในกรณีที่ผมจดะเบียน 1 ล้านบาท แบ่งสัดส่วนตามที่คุณอ้วนชี้แนะนั้น  ผมก็ลงบัญชีทุน และ ทรัพย์สิน ทุกๆคนให้ครบทั้ง 7 คนเป็นเป็นจำนวนเงิน 1 ล้านบาท  หลังจากนั้น  สามารถทำหนังสือภายในบริษัทได้หรือไม่ครับ  ว่าทุกๆคนจะมีสัดส่วนผู้ถือหุ้น  ให้ครบตามจำนวนเงินที่ตกลงกัน คือ 20 ล้าน  เพราะในอนาคตเกิดเหตุการณ์ใดๆ ที่ไม่คาดคิด  จะมาบิดพริ้วหรือเหมากันเองว่ามีสัดส่วนในบริษัทแค่ 1 ล้าน ตามทุนจดทะเบียนนะ  ไม่ใช่ 20 ล้าน  (เพราะไม่มีเอกสารใดๆยืนยันกัน)



ข้อ3. ในกรณีที่จดทะเบียนแล้ว มีเจ้าหนี้เป็นบุคคล กู้ในนามธุรกิจที่ดำเนินการอยู่  สามารถลงย้อนหลังไม่ได้หรือครับ  เสมือนว่าเพิ่งกู้มา ..... ในกรณีที่ลงไม่ได้ ช่วยกรุณาแนะนำหน่อยครับว่า  หนี้สินของนายก. (คือผู้ริเริ่มบริษัท) จะนำไปลงบัญชีอย่าไร  เพราะจะมีรายจ่ายดอกเบี้ยตามมาทุกๆเดือน    ส่วน.. เจ้าหนี้ธนาคารก็เช่นกัน  สามารถเปลี่ยนชื่อผู้กู้ จากนายก. เป็นชื่อบริษัท และลงบัญชีใหม่ได้หรือไม่ ....เสมือนว่าพึ่งกู้ใหม่



คำถามเพิ่มเติม ข้อ4. สัญญาเช่าที่ดิน ที่มีการจดทะเบียนถูกต้องจากกรมที่ดิน แต่ผู้เช่าคือนายก. คนเดียว(ซึ่งผู้ให้เช่าแต่ละคน ก็ยินยอมเพราะเขาได้เสียภาษีถูกต้องทุกๆเดือน)  สามารถนำมาลงบัญชีได้หรือไม่ เสมือนว่าพึ่งเช่าที่ดิน เพราะต้องมีการจ่ายค่าเช่าทุกๆเดือน  ถ้าได้สัญญาเช่าจะลงทรัพย์สิน หรือ หนี้สิน  หรือ ไม่ต้องลงบัญชีครับ  จ่ายค่าเช่าอย่างเดียว



ต้องขอขอบพระคุณ คุณอ้วนอีกครั้งนะครับ ที่ได้กรุณาตอบกระทู้นี้  (ไม่รู้จะตอบแทนอย่างไรจริงๆสำหรับความกรุณาของคุณอ้วนครับ)



ธีรภัทร

อ้วน:
1.  ถูกต้องครับ  เพียงแต่หากมีหลักฐานการครอบครอง  ก็จะต้องทำให้กรรมสิทธิ์เป็นของผู้ถือหุ้นก่อนจะนำมาลงทุนครับ  ส่วนการลงบัญชี Dr. ทรัพย์สิน และ Cr. ทุน  ก็ถูกต้องครับ



2.  สามารถทำได้ครับ  แต่การที่จะฟ้องร้องหากเกิดปัญหาขึ้น  ก็จะเป็นปัญหาในอนาคตเช่นกัน  เนื่องจากบริษัทแจ้งว่ามีการจดทุนจดทะเบียน  จำนวน  1  ล้านบาท  แต่ในความเป็นจริง  กลับมีสัดส่วนการลงทุนในบริษัทถึง 20 ล้านบาท  ซึ่งถือว่าเป็นการแจ้งเอกสารหลักฐานอันเป็นเท็จกับทางราชการ  จึงมีความผิดทางอาญา  ส่วนการจะฟ้องร้องกันนั้น  คงต้องปรึกษากับทางทนายความน่าจะดีกว่าครับ  แต่ทางออกในเบื้องต้น  หากเป็นการกู้ยืมกับสถาบันการเงินแล้ว  ทางสถาบันการเงินก็มักจะให้มีการค้ำประกันหนี้สินในฐานะส่วนตัวเข้าไปด้วย  



ความเห็นส่วนตัวผม  ในกรณีที่จะทำธุรกิจขนาดใหญ่  ก็ควรจะทำให้ถูกต้องดีกว่าครับ  เพราะในอนาคตจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง  ก็ไม่สามารถตอบได้ครับ  แต่หากเป็นกิจการที่มีขนาดการทำธุรกิจที่ไม่มาก  ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ



3.  ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนครับว่า  บรรดาหนี้สินใดๆ ที่เกิดก่อนจะจดทะเบียนบริษัท  ไม่สามารถนำมาลงเป็นรายจ่ายได้ครับ  อีกทั้งเงินสดจากการกู้ยืม  บุคคลก็ได้นำไปใช้แล้ว  ดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะบันทึกบัญชีโดย Dr. สินทรัพย์ และ Cr. หนี้สิน ครับ  เพราะบุคคลกับนิติบุคคล  แยกจากกัน  หากคิดจะเปลี่ยนสถานะผู้กู้จากบุคคลมาเป็นนิติบุคคล  ก็ไม่สามารถทำได้เช่นกันครับ



ทางออกในกรณีเท่าที่ผมนึกออกตอนนี้  จะต้องหาตัวทรัพย์สินเข้ามาเชื่อมครับ  โดยทำว่าบริษัทกู้ยืมเงินมาเพื่อซื้อทรัพย์สิน หรือซื้อสินค้า  จะบันทึกบัญชีโดย

วันที่กู้ยืม

Dr.  เงินสด / ธนาคาร

Cr.  เงินกู้ยืมธนาคา / บุคคล



วันที่นำเงินไปซื้อทรัพย์สิน หรือ สินค้า

Dr.  ทรัพย์สิน / สินค้า

Cr.  เงินสด / ธนาคาร



ซึ่งจะมีเงื่อนไขกล่าวคือ

ก.  ถ้าเป็นการกู้ยืมจากธนาคาร  จะต้องมีการแก้ไขสัญญา และหลักทรัพย์ในการค้ำประกัน  อีกทั้งเงือนไขในการกู้ยืมกับทางธนาคาร  ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการกู้ยืม  จึงค่อนข้างจะแก้ไขสัญญาได้ยากครับ



ข.  ถ้าเป็นการกู้ยืมจากบุคคล  ส่วนมากแล้วมักจะมีวงเงินไม่สูงนัก  การที่จะหาทรัพย์สิน / สินค้า หรือค่าใช้จ่าย ก็สามารถทำได้ง่ายกว่ากู้ยืมจากทางธนาคาร  แต่จะต้องระวังในเรื่องของความเหมาะสมว่า  ทรัพย์สิน / สินค้า หรือค่าใช้จ่าย นั้นเกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของบริษัทหรือไม่  เช่น  บอกว่าจะนำอ่างอาบน้ำมาบันทึกเป็นสินทรัพย์  ดูแล้วก็ไม่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการ  แต่หากอ่างอาบน้ำเป็นสินค้า  ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ



4.  ในเรื่องนี้มีสองแนวทางให้ลองพิจารณาดูครับ

ก.  ในสัญญาระหว่างผู้ให้เช่ากับนาย ก.  กำหนดในเรื่องของการให้เช่าช่วงได้หรือไม่  ถ้าทำได้  ก็ให้นาย ก. ทำสัญญาเช่าระหว่าง นาย ก. กับบริษัท  แล้วเรียกเก็บค่าเช่าเท่ากับ หรือมากกว่า ค่าเช่าที่นาย ก. ต้องจ่ายก็ได้ครับ  แต่ควรวางแผนภาษีของนาย ก. ด้วย



ข.  ขอเปลี่ยนสัญญาเช่ากับผู้ให้เช่าครับ  เมื่อผู้จ่ายเงินเป็นนิติบุคคล  ก็อย่าลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 5 จากผู้เช่าดัวยครับ  ไม่ว่าจะเช่ากับผู้ให้เช่า หรือ เช่ากับนาย ก. ก็ตาม



แต่ทั้ง  2  แนวทางนั้นก็ขึ้นอยู่กับผู้ให้เช่าด้วยครับว่าจะยอมแสดงตัวว่ามีรายได้หรือไม่  เพราะหากยอมแสดงทางผู้ให้เช่าก็จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยครับ



อีกข้อหนึ่งที่ถาม  ต้องเข้าใจก่อนครับว่า  ทั้งนาย ก. และบริษัท  ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์  ดังนั้นไม่สามารถลงเป็นทรัพย์สินได้ครับจะต้องลงค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่าย ( ยกเว้นเป็นสิทธิ์การเช่าที่มีการจดนิติกรรมกับทางกรมที่ดินอย่างถูกต้องผู้ได้สิทธิ์ถึงจะลงเป็นทรัพย์สินครับ )



ในเวบนี้  เป็นเสมือนที่พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันครับ  อย่าได้คิดมากครับ  วันหนึ่งคุณเป็นผู้รับ  วันหน้าคุณอาจเป็นผู้ให้  ผมก็คนหนึ่งที่บางวันก็เป็นผู้รับ  บางวันก็เป็นผู้ให้ครับ  ดังนั้นมิตรภาพในเวบนี้จึงมีเสมอครับ  ไม่ใช่เฉพาะผมคนเดียวครับ  ยังมีผู้รู้อีกหลายๆ ท่านที่หากมีเวลาก็จะแวะเวียนกันเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันครับ  ยินดีครับ  ว่างๆ ก็แวะมาทักทายกันได้นะครับ

ธีรภัทร:
ขอบพระคุณ คุณอ้วนมากๆครับ ที่ได้กรุณาตอบข้อสงสัย  ผมต้องลองคุยกันดูครับ ว่าจะทำกันอย่างไร จากคำตอบคุณอ้วนนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ  อาจจะต้องมีนักบัญชีเข้ามาดูแล  



ขอบพระคุณอย่างสูงครับ  

ธีรภัทร

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

ตอบ

ไปที่เวอร์ชันเต็ม