www.avaccount.com > บอร์ดบัญชีและภาษี

ธุรกิจหอพัก

(1/1)

..:
ขอสอบถามเรื่องธุรกิจหอพัก ร่วมตอบคำถามนี้



ดิฉันซื้อกิจการหอพักต่อมาจากเจ้าของเดิม และได้กู้เงินธนาคารแบบเพื่อธุรกิจ และตั้งใจว่าจะจัดตั้งคณะบุคคล 2 คณะ

1. คณะที่ 1 (ดิฉันและพี่ชาย) ได้รายได้จากค่าเช่า และกำไรจากค่าน้ำค่าไฟ

2. คณะที่ 2 (ดิฉันและพี่สาว) ได้รายได้จากค่าบริการส่วนกลางและค่าเช่าเฟอร์นิเจอร์

ขอถามคำถามดังนี้

1. น้ำ และ ไฟ ควรจดชื่อใคร ถ้าจดเป็นชื่อของเจ้าของที่ดินคือดิฉัน แล้วตอนเสียภาษีของคณะที่ 1 สามารถนำใบเสร็จค่าน้ำค่าไฟมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ อย่างไร

2. ดอกเบี้ยที่ดิฉันกู้ธนาคารแบบเพื่อธุรกิจ มาจะสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายของคณะบุคคลที่ 1 ได้หรือไม่ และต้องทำอย่างไร ต้องทำสัญญาอะไรระหว่างเจ้าของที่ดินกับคณะบุคคลที่ 1 หรือไม่

3. คณะบุคคลที่ 1 และที่ 2 ต้องทำสัญญาอะไรกับเจ้าของที่ดินคือดิฉันเองหรือไม่ เพื่อให้คณะบุคคลทั้ง 2 มีสิทธิเก็บค่าเช่า และค่าอื่นๆบนที่ดินและตึกนี้

4. กรณีที่เจ้าของเดิมไม่ได้เสียภาษีโรงเรือน การเสียภาษีย้อนหลัง จะผูกพันมาถึงดิฉันหรือไม่



ขอบคุณมากค่ะ  



 

 โดยคุณ เปรม  (203.144.197.*) [31 Oct 2006 12:01]  

 







--------------------------------------------------------------------------------



โดยคุณ อ้วน  (125.25.139.*) [31 Oct 2006 20:26] #10103 (1/4)  

1. โดยหลักการขอน้ำขอไฟ ผู้ขอจะต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในตัวที่ดิน ( ในกรณีที่เป็นที่ดินเปล่า ) แต่ถ้ามีอาคารแล้ว ตอนที่ไปจดขอใช้น้ำใช้ไฟ ก็จะต้องใช้หลักฐานของผู้ขอใบอนุญาติก่อสร้าง ซึ่งก็มักจะเป็นบุคคลคนเดียวกับเจ้าของที่ดิน ดังนั้นในกรณีนี้ตามข้อมูลที่ให้มา เป็นการซื้อกิจการมาจากบุคคลอื่น นั้นแสดงว่าได้มีการขอน้ำและขอไฟฟ้าไว้แล้ว เมื่อมีการซื้อขายทั้งที่ดินและอาคาร ก็เท่ากับว่าผู้ซื้อรายใหม่ก็จะต้องยื่นเรื่องเพื่อขอเปลี่ยนชื่อผู้ขอใช้น้ำและขอใช้ไฟฟ้าให้เป็นชื่อของผู้ซื้อรายใหม่ ซึ่งในกรณีนี้ผมเข้าใจว่าก็คือตัวคุณเปรม จึงจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำและค่าไฟฟ้า เมื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรียกเก็บ ใบเสร็จก็จะเป็นชื่อของคุณเปรม การที่คุณเปรมมีความคิดที่จะกระจายฐานรายได้ออกเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่วิธีการนั้นก็ต้องเข้าใจด้วยครับว่า จะอย่างไรก็จะต้องทำว่าคณะบุคคลที่ 1 ได้เช่าตัวอาคารจากคุณเปรมซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ซึ่งเท่ากับคุณเปรมก็จะต้องมีรายได้จากการให้เช่าอาคาร เพียงแต่จะทำเช่ากันอย่างไรเพื่อให้เกิดภาระภาษีให้น้อยที่สุด ส่วนค่าน้ำค่าไฟก็เช่นกัน ซึ่งเท่ากับคุณเปรมก็ต้องมีรายได้ในส่วนของค่าน้ำค่าไฟเช่นกัน จึงอยู่ที่การทำสัญญาและการกำหนดราคาค่าน้ำค่าไฟต่อยูนิตว่าจะกำหนดกันอย่างไร เพื่อมิให้ส่วนของกำไรตกอยู่กับคุณเปรมมาก



ส่วนที่ถามว่าชื่อผู้ใช้น้ำและชื่อผู้ใช้ไฟ ควรเป็นชื่อใครนั้น ในทางปฏิบัติผู้ที่จะขอใช้น้ำใช้ไฟได้จะต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ในกรณีนี้เมื่อคุณเปรมซื้อกิจการมาก็จะต้องเปลี่ยนชื่อผู้ใช้น้ำและชื่อผู้ใช้ไฟ เป็นชื่อของคุณเปรม จะเป็นชื่อของคณะบุคคลที่ 1 ไม่ได้ แต่คุณเปรมสามารถวางแผนภาษีให้กำไรในส่วนของค่าน้ำค่าไฟ ไปเสียภาษีในนามของคณะบุคคลที่ 1 ได้ครับ



แล้วตอนเสียภาษีของคณะที่ 1 สามารถนำใบเสร็จค่าน้ำค่าไฟมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ อย่างไรนั้น ต้องขออธิบายก่อนครับว่า ใบเสร็จที่คณะบุคคลที่ 1 จะได้รับนั้นจะเป็นใบเสร็จค่าน้ำค่าไฟจากทางคุณเปรมครับ ไม่ใช่ใบเสร็จที่ได้รับจากทางการประปา หรือทางการไฟฟ้า เพราะชื่อผู้ขอใช้เป็นชื่อของคุณเปรมครับ เมื่อคณะบุคคลที่ 1 ได้ใบเสร็จจากคุณเปรม ก็สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ครับ



2. ดอกเบี้ยจ่ายเกิดจากการกู้ยืมในชื่อของคุณเปรม ซึ่งถือเป็นตัวบุคคล ดังนั้นไม่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายของคณะบุคคลที่ 1 ครับเพราะถือว่า บุคคลกับคณะบุคคลแยกต่างหากจากกัน ค่าใช้จ่ายของใครก็เป็นค่าใช้จ่ายของคนๆ นั้น จึงไม่สามารถนำดอกเบี้ยจ่ายในชื่อของคุณเปรมมาหักเป็นรายจ่ายของคณะบุคคลที่ 1 ได้ครับ



3. ถ้าคณะบุคคลที่ 1 จะทำการเช่าอาคารจากเจ้าของกรรมสิทธิ์ซึ่งในที่นี้ก็คือตัวคุณเปรม ก็จะต้องทำสัญญาเช่าครับ รวมถึงค่าน้ำค่าไฟ ก็จะต้องทำสัญญาด้วยเช่นกัน ส่วนคณะบุคคลที่ 2 ก็จะต้องทำสัญญาเช่าในส่วนของค่าบริการส่วนกลางจากคุณเปรมเช่นกัน แต่ในส่วนของค่าเช่าเฟอร์นิเจอร์นั้น ก็จะต้องดูครับว่าใครเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในตัวเฟอร์นิเจอร์ดังกล่าว สมมติถ้าคุณเปรมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในตัวเฟอร์นิเจอร์ด้วย ก็จะต้องทำสัญญาเช่าเฟอร์นิเจอร์จากคุณเปรมด้วย ซึ่งหมายความว่าคุณเปรมก็จะมีรายได้ทั้งค่าเช่าอาคาร ค่าน้ำค่าไฟ ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าเช่าเฟอร์นิเจอร์ด้วยครับ แต่ถ้าเฟอร์นิเจอร์เป็นกรรมสิทธิ์ของคณะบุคคลที่ 2 ก็เป็นเรื่องของคณะบุคคลที่ 2 ครับในการที่จะหักเป็นค่าใช้จ่ายครับ โดยที่รายได้ค่าเช่าเฟอร์นิเจอร์ก็จะไม่เกี่ยวกับคุณเปรมแต่อย่างใด



4. ต้องถึงแน่นอนครับ เพราะถ้ามีภาระภาษีโรงเรือนค้างชำระอยู่ ทางกรมที่ดินก็จะไม่ทำนิติกรรมให้ครับ จนกว่าจะได้ชำระภาษีที่ค้างไว้ก่อนครับ



สรุป ผู้ที่มีกรรมสิทธิ์ก็จะเป็นผู้ที่มีรายได้ด้วย ดังนั้นจะทำอย่างไรให้การเช่าช่วงของกรรมสิทธิ์ในแต่ละทอดเสียภาษีให้น้อยที่สุดครับ



หมายเหตุ ค่าน้ำค่าไฟ ไม่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้นหากมีรายได้ก่อนหักรายจ่ายเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ก็จะต้องเป็นผู้อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ส่วนค่าเช่าเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นก็ไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นกันครับ



ปล. ถ้ามีข้อมูลหรือข้อสงสัยเพิ่มเติม ยินดีครับ

 

 





โดยคุณ อ้วน  (221.128.89.*) [1 Nov 2006 08:35] #10106 (2/4)  

เพิ่มเติมอีกหน่อยครับ การที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคาร จะเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนของคณะบุคคลแต่ละคณะนั้น ในความเห็นส่วนตัวดูแล้วไม่เหมาะสมครับ เพราะเป็นการแสดงเจตนาชัดเจนในการที่จะกระจายรายได้ออก ซึ่งจะทำให้ถูกเพ่งเล็งในเรื่องของค่าเช่า ค่าน้ำค่าไฟ รวมถึงค่าส่วนกลางที่จะมีการเรียกเก็บระหว่างกันว่ามีความเหมาะสมและสมเหตุสมผลหรือไม่ อย่างไร ผมจึงมองว่า น่าจะหาบุคคลอื่นมาแทนตัวคุณเปรมจะดีกว่าครับ โดยให้บุคคลอื่นเข้าหุ้นกับทางพี่ชายและพี่สาวครับ  

 





โดยคุณ เปรม  (203.144.197.*) [1 Nov 2006 11:07] #10110 (3/4)  

ต้องขอขอบคุณคุณอ้วนมากนะคะที่ยินดีตอบคำถามอย่างละเอียดและเป็นประโยชน์มาก

และจะขอรบกวนถามคำถามเพิ่มเติมดังนี้ค่ะ

1. ต่อเนื่องจากคำถามเดิมข้อ 4 เรื่องภาษีโรงเรือนย้อนหลัง หากดิฉันรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารมาได้แล้ว ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด (ทั้งๆที่เจ้าของเดิมแจ้งว่าทางการมาตรวจเรียกเก็บเรื่องภาษีโรงเรือนย้อนหลัง และกำลังดำเนินการกับทางการอยู่ และทำสัญญายินดีรับผิดชอบภาระภาษีทุกประเภทก่อนวันโอน) แต่วันที่โอนก็ยังดำเนินการจ่ายภาษีได้ไม่เรียบร้อย และเมื่อดิฉันรับโอนมาแล้ว ดิฉันตั้งใจจะแจ้งเสียภาษีโรงเรือนอย่างถูกต้อง ซึ่งช่วงเสียภาษีโรงเรือนเป็นช่วงต้นปี 2550 ดิฉันสามารถแจ้งเสียภาษีโรงเรือนเฉพาะช่วงหลังจากวันที่รับโอนจนถึงสิ้นปีได้หรือไม่ และการเสียภาษีโรงเรือนย้อนหลังทางการจะเรียกเก็บจากใคร เนื่องจากดิฉันเป็นเจ้าของที่ดินแล้ว เกรงว่าภาระภาษีจะตกมาอยู่ที่ดิฉัน

หรือดิฉันควรดำเนินการอย่างไรให้ถูกต้องเหมาะสม

2. จากคำตอบทำให้ดิฉันรู้สึกว่าการจัดตั้งคณะบุคคลไม่เหมาะสมกับดิฉัน และหากดิฉันเลือกวิธี จดทะเบียนสิทธิเก็บกิน ให้กับลูกวัย 3 ขวบ ไม่ทราบว่าคุณอ้วนมีข้อแนะนำเพิ่มเติมหรือไม่ และมีข้อควรระวังหรือควรคำนึงถึงหรือไม่ และจะมีผลเกี่ยวเนื่องกับภาษีมรดกที่กำลังเป็นประเด็นอยู่หรือไม่

3. หากเลือกวิธี จดทะเบียนสิทธิเก็บกิน แล้วสัญญาต่างๆต้องเป็นชื่อของลูกใช่หรือไม่ แล้วขอถามปัญหาเหมือนเดิมคือเรื่องค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าดอกเบี้ย สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ และทำอย่างไร



ขอบคุณมากค่ะ  

 





โดยคุณ อ้วน  (61.47.107.*) [3 Nov 2006 08:50] #10125 (4/4)  

1. เท่าที่ผมทราบ หากยังมีการค้างชำระภาษี ไม่น่าจะโอนนิติกรรมกับทางกรมที่ดินได้ แต่ถ้าสามารถโอนได้ในขณะที่ยังมีภาระภาษีค้าง ในทางปฏิบัตินั้นเจ้าพนักงานจะต้องเรียกเก็บภาษีให้ได้ ดังนั้นการไปไล่เก็บกับเจ้าของกรรมสิทธิ์คนใหม่ย่อมจะง่ายกว่าเจ้าของคนเดิมครับ เมื่อเกิดกรณีเช่นนี้ ก็ให้ลองพูดคุยกับทางเจ้าหน้าที่ครับ เพื่ออธิบายถึงวันที่เราครอบครองกรรมสิทธิ์ จึงไม่ทราบว่าทางเจ้าของเดิมยังค้างการชำระภาษีอยู่ ขอให้ทางเจ้าพนักงานช่วยแนะนำทางออกให้ ( เดิมมักจะมีการเรียกร้องใต้โต๊ะ แต่ปัจจุบันผมก็ไม่ทราบ ) ส่วนทางปัองกันอีกวิธีหนึ่งในกรณีที่ยังไม่ทำสัญญาซื้อขาย หรือแก้ไขสัญญาได้ ก็ให้ระบุในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภาระภาษีเดิมที่ทางเจ้าของเดิมจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบครับ



2. การจดทะเบียนสิทธิ์เก็บกินนั้น สาระสำคัญจะเป็นในเรื่องของกฏหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นหลัก จึงควรปรึกษาทางทนายความ เพราะรายละเอียดในสัญญาจะเป็นตัวกำหนดภาระทางภาษีครับ ซึ่งในเรื่องนี้ผมก็ไม่มีประสบการณ์เลยครับ จึงต้องขออภัยที่ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้มากนักครับ



3. เท่าที่ผมทราบ การจดทะเบียนสิทธิเก็บกิน กรรมสิทธิจะเป็นของผู้รับครับ แต่ในกรณีนี้ลูกยังไม่บรรลุนิติภาวะ ดังนั้นการจะไปขอเปลี่ยนชื่อผู้ใช้น้ำใช้ไฟ ก็ไม่น่าจะสามารถดำเนินการได้ ในเรื่องของดอกเบี้ยก็เป็นชื่อคุณเปรม ไม่ใช่ชื่อลูก ดังนั้นในเบื้องต้นผมมองว่าค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่สามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายได้ครับ



4. เป็นผมผมจะพิจารณาดังนี้

4.1 เป้าหมายของเราคืออะไร เช่น ต้องการดำเนินธุรกิจ หรือต้องการยกทรัพย์สินให้ลูก เป็นต้น

4.2 เมื่อทราบเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว ก็จะมาค้นหาเส้นทางว่ามีกี่เส้นทาง และในแต่ละทางเส้นทางมีกี่วิธี และมีข้อจำกัดอย่างไรบ้าง ( ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจจะต้องปรึกษาหรือหาข้อมูลจากหลายฝ่าย เช่น ฝ่ายกฏหมาย ฝ่ายบัญชี เป็นต้น )

4.3 เมื่อได้ทางเลือกแล้ว ก็จะมาดูครับว่า ทางเลือกใดเหมาะสมกับเราที่สุด ( ตามเงื่อนไขที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน ) ย้ำนะครับไม่ใช่เลือกทางเลือกที่ดีที่สุด แต่ให้เลือกที่เหมาะสมกับเราที่สุดครับ

4.4 ก่อนจะตัดสินใจ ผมก็จะทบทวนอีกครั้ง เมื่อพิจารณาถี่ถ้วนแล้ว ก็ลงมือทำเลยครับ



ปล. ถ้ามีข้อมูลหรือข้อสงสัยเพิ่มเติม ยินดีครับ

 

 







007:
กระทู้เก่า เผลอลบไป

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

ตอบ

ไปที่เวอร์ชันเต็ม