www.avaccount.com > บอร์ดบัญชีและภาษี

สัญญาลิสซิ่ง VS สัญญาเช่าซื้อ

(1/3) > >>

aod:
อยากทราบว่าการคำนวนดอกเบี้ย ต่างกันอย่างไร  และ ในรูปของบริษัท ถ้าซื้อรถ ควรจะจัดแบบไหนได้ประโยชน์กว่ากัน อย่างไร

007:


เอ้า เจ้าแม่เช่าซื้อตอบด้วยครับ (คุณตะวัน)

town:
สัญญาเช่าแบบลีสซึ่ง  ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรลงลายมือชื่อผู้เช่าและผู้ให้เช่า  และต้องกำหนดเรื่องต่างๆ  ดังต่อไปนี้โดยชัดแจ้ง  ได้แก่

1.  รายละเอียดของสินทรัพย์ที่ให้เช่า  เช่น  ชนิด  รุ่น  หมายเลข

2.  ราคาค่าเช่าตามสัญญาต้องไม่เกินมูลค่าทุนของสินทรัพย์ให้เช่า  รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ที่ให้เช่าและดอกเบี้ย  ราคาค่าเช่ารายงวดและ ราคาเงินสดของสินทรัพย์ที่ให้เช่า

3.  หลักเกณฑ์การจ่ายค่าเช่า

4.  วิธีการคำนวณค่าเช่า

5.  กำหนดเวลาเช่าและการต่อสัญญาเช่า ( ถ้ามี )  ต้องมีระยะเวลาตั้งแต่  3 ปีขึ้นไป  แต่ไม่เกินอายุใช้งานของสินทรัพย์ที่ให้เช่า  เว้นแต่สินทรัพย์ที่ให้เช่าเป็นสินทรัพย์ที่ยึดมาจากผู้เช่ารายอื่น  ระยะเวลาการเช่าอาจไม่ถึง 3 ปีก็ได้

6.  ผู้เช่าไม่อาจบอกเลิกสัญญาเช่าได้ฝ่ายเดียว

7.  การส่งมอบ  การตรวจตรา  การเคลื่อนย้าย  การบำรุงรักษา  การสูญหาย  ความเสียหาย  ความชำรุดบกพร่องและค่าใช้จ่ายอื่น  ตลอดจนการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์ที่ให้เช่า

8.  การประกันภัย  การรับผลประโยชน์ตามสัญญาประกันภัย  ผู้เช่าต้องเอาประกันภัยสินทรัพย์ไว้เต็มมูลค่าของสินทรัพย์ที่ให้เช่า  โดยยกผลประโยชน์ให้แก่ผู้ให้เช่าเป็นผู้รับตลอดกำหนดระยะเวลาเช่า

9.  การผิดนัด  การคิดเบี้ยปรับ  และการโอนสิทธิของผู้เช่า



ประเภทสินทรัพย์ที่ให้เช่าแบบลีสซึ่ง

สินทรัพย์ที่ให้เช่าแบบลีสซิ่งต้องเป็นสินทรัพย์ซึ่งผู้ให้เช่า  ซื้อมาเพื่อการให้เช่าแบบลีสซิ่งแก่ผู้เช่าโดยเฉพาะและต้องไม่เป็นสินทรัพย์ที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว  แต่ไม่รวมถึงสินทรัพย์ที่ได้มาจากการผิดสัญญาให้เช่าสินทรัพย์  แบบลิสซิ่ง  หรือเป็นสินทรัพย์ที่ให้เช่าโดยการต่ออายุสัญญาเช่าเดิม  โดยทั่วไปสินทรัพย์ที่ให้เช่าแบบลีสซิ่งมักได้แก่

1.  เครื่องจักรและอุปกรณ์โรงงาน

2.  เครื่องคอมพิวเตอร์

3.  อุปกรณ์การขนส่งและยานพาหนะ

4.  อุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ในสำนักงาน

5.  เครื่องอัดรูปและอุปกรณ์ถ่ายรูป

6.  เครื่องจักร  เครื่องมือก่อสร้าง

7.  อุปกรณ์ขนถ่ายวัตถุดิบ

8.  เครื่องอำนวยความสะดวกในโรงแรม

9.  อุปกรณ์การพิมพ์และเครื่องพิมพ์

10.  เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ และ

11.  สังหาริมทรัพย์อื่นๆ



ประโยชน์ของการให้บริการลีสซิ่งมีดังนี้

1.  สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการที่ต้องการใช้สินทรัพย์สประเภททุนโดยเร่งด่วนเพื่อนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการปฏิบัติงาน  โดยไม่จำเป็นต้องตั้งงบประมาณการลงทุนไว้ และจัดหาแหล่งเงินทุนจากที่ต่างๆ  ซึ่งจะช่วยให้กิจการสามารถผลิตสินค้าออกจำนห่ายได้เพิ่มขึ้นและมีกำไรมากขึ้น

2.  ช่วยลดความเสี่ยงในด้านเทคโนโลยีของสินทรัพย์ได้ดีกว่าการซื้อสินทรัพย์นั้นเอง  เช่น  อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครื่องจักร  โดยเฉพาะโครงการอุตสาหกรรมขนาดย่อม  ขนาดกลางและขนาดเล็ก  ตลอดจนธุรกิจที่จัดตั้งใหม่หรือธุรกิจที่มีความต้องการใช้สินทรัพย์ในระยะสั้นๆ หรือต้องการใช้สินทรัพย์ใหม่บริการลูกค้าของตนเสมออาจไม่พร้อมที่จะรับความเสี่ยงในอนาคตจากการล้าสมัยของสินทรัพย์  การทำลีสซิ่งจะช่วยให้กิจการสามารถนำเทคโนโลยีใหม่ๆ  มาใช้ในกระบวนการผลิตหรือกระบวนการให้บริการได้อย่างสม่ำเสมอ  โดยเมื่อสิ้นสุดสัญญาเช่าก็สามารถเช่าเครื่องจักรรุ่นใหม่ในการเช่าครั้งต่อไป

3.  ผู้เช่ามีสิทธิ์ใช้สินทรัพย์นั้นๆ  ด้วยการจ่ายค่าเช่ารายงวดในอัตราคงที่ที่ไม่สูงเกินไป  เมื่อเปรียบเทียบกับการซื้อสินทรัพย์ประเภททุนนั้นเอง  ซึ่งจะต้องจ่ายเงินเป็นจำนวนมากในคราวเดียว  ทำให้ผู้เช่าสามารถนำเงินไปใช้ในการลงทุนแบบอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

4.  กรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ยังคงเป็นของผู้ให้เช่าตลอดอายุสัญญาและเมื่อสิ้นสุดสัญญาผู้เช่ามีสิทธิที่จะตัดสินใจซื้อสินทรัพย์นั้นหรือไม่ก็ได้

5.  การกำหนดค่าเช่าไว้คงที่ตลอดระยะเวลาการเช่าทำให้ผู้เช่าที่มีกระแสรายได้ที่แน่นอนหรือไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากไม่ต้องเสี่ยงกับภาวะเงินเฟ้อหรืออัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น  ผู้เช่าจะสามารถทราบค่าเช่าในแต่ละเดือนเป็นจำนวนที่แน่นอนเพราะค่าเช่าจะคำนวณขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยที่ตายตัวตลอดระยะเวลาของสัญญาเช่า  ช่วยให้ผู้เช่าสามารถกำหนดรายจ่ายค่าเช่าให้สอดคล้องกับรายได้จากการใช้สินทรัพย์ที่เช่ามา  จัดทำงบประมาณวางแผนเกี่ยวกับกระแสเงินสดและคำนวณต้นทุนการผลิตได้อย่างแม่นยำ

6.  มีความยุ่งยากน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการจัดหาเงินทุนแบบอื่นๆ  เพราะผู้เช่าไม่มีภาระในการหาหลักทรัพย์มาค้ำประกันเงินกู้เหมือนการกู้เงินแบบอื่นๆ  หรือถ้าหากต้องค้ำประกันก็ไม่จำเป็นต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันมากนักเพราะหากผู้เช่ามีแผนการดำเนินงานหรือโครงการและมีเป้าหมายที่ชัดเจน  ก็สามารถทำลีสซิ่งได้

7.  ผู้เช่าสามารถจัดหาแหล่งเงินทุนได้ถึง  100% เมื่อเปรียบเทียบกับวงเงินที่ธนาคารปล่อยสินเชื่อ  ( Bank Loan  ซึ่งอยู่ในช่วงไม่เกิน 70-80 % )

8.  ปลอดภัยจากภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งทางด้านผู้ให้เช่าและผู้เช่านับแต่กรมสรรพากรนำเอาระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้  ทำให้ผู้ให้เช่าสามารถนำภาษีซื้อที่จ่ายไปทั้งหมดไปเครดิตภาษีขายได้ และสามารถเรียกเก็บภาษีขายจากผู้เช่าในอัตราร้อยละ 7  จากฐานค่าเช่า  และเมื่อผู้เช่าจ่ายค่าภาษีมูลค่าเพิ่มให้ผู้ให้เช่าก็สามารถนำหลักฐานใบกำกับภาษีมาหักเป็นภาษีซื้อได้ทั้งจำนวน  แต่ถ้าผู้เช่าไม่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม  ก็สามารถนำไปรวมเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้

9.  ผู้เช่าสามารถเร่งค่าใช้จ่ายได้โดยการจ่ายค่าเช่าเป็นรายเดือนมากขึ้น  โดยเฉพาะกิจการที่มีกำไรสูงและต้องการลดกำไรเพื่อเสียภาษีน้อยลง  เนื่องจากค่าเช่าสามารถถือเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้ทั้งจำนวน  โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาในการตัดค่าใช้จ่ายในขณะที่ค่าใช้จ่ายในกรณีของเช่าซื้อ ( Hired  Purchase )  หรือกรณีที่ซื้อเป็นเงินสดจะมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการตัดเป็นค่าเสื่อมราคาซึ่งจะสามารถตัดให้เร็วที่สุดไม่น้อยกว่า  5 ปีขึ้นไป

10.  กฏหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม  ถือว่าการทำลีสซิ่งเป็นการให้บริการอย่างหนึ่งไม่ใช่การขายสินค้า  เนื่องจากในขณะทำสัญญาเช่าและส่งมอบสินค้า  กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่เปลี่ยนมือดังเช่นการขายผ่อนชำระ และเมื่อผ่อนชำระตามสัญญาเสร็จสิ้น  กรรมสิทธิ์ในสินค้าก็ยังไม่เปลี่ยนมือโดยปริยายดังเช่นการเช่าซื้อ  ดังนั้น  จุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีนี้จึงเป็นเกณฑ์เงินสด  กล่าวคือจะถือว่าภาษีขายเกิดขึ้นและลงในรายงานภาษีขายก็ต่อเมื่อได้รับชำระค่าเช่าแล้วในขณะที่การขายผ่อนชำระจะต้องคำนวณภาษีขายลงในรายงานภาษีขายทันทีที่ส่งมอบสินค้าในขณะที่การให้เช่าซื้อถือเป็นการขายและจะต้องคำนวณภาษีขายลงในรายงานภาษีขายเมื่อถึงกำหนดเวลาชำระเงินตามสัญญาแต่ละงวด  ไม่ว่าจะได้รับเงินจริงหรือไม่ก็ตาม

11.  หากผู้ให้เช่าและผู้เช่ามีคุณสมบัติตาม ทป. 34/2534  ผู้ให้เช่าเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนที่ได้รับชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาท และเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และผู้เช่าเป็นนิติบุคคล  โดยที่สัญญาเช่านั้นมีกำหนดเวลาเช่าตั้งแต่  3 ปีขึ้นไป  ผู้จ่ายค่าเช่าก็ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตาม ทป. 4/2528  แต่ถ้ามีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตาม  ทป. 34/2534  ก็จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 5

12.  ผู้เช่าจะได้รับประโยชน์ในแง่ของการบันทึกบัญชีโดยไม่ต้องบันทึกรายการสินทรัพย์และหนี้สินในงบการเงินจะมีเฉพาะค่าเช่าเท่านั้นที่ปรากฏเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน  ในขณะเดียวกันสินทรัพย์ของผู้เช่าจะไม่เปลี่ยนแปลง  จึงไม่ส่งผลกระทบต่ออัตราส่วนทางการเงินในช่วงแรกๆ ของการลงทุน

13.  ผู้เช่าจะได้รับความสะดวกจากผู้ให้เช่าในด้านต่างๆ  เช่น  การซ่อมแซม  การบำรุงรักษา  ทำให้ไม่ต้องมีภาระในส่วนนี้  อีกทั้งผู้ให้เช่ายังช่วยแนะนำประเภทสินทรัพย์ให้ผู้เช่าได้เลือกอย่างเหมาะสม

town:
การเช่าซื้อ ( Hire  Purchase )  หมายถึงการที่เจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้น หรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิ์แก่ผู้เช่า  โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว  การเช่าซื้อต้องทำสัญญาเช่าซื้อเป็นลายลักษณ์อักษร



ทางการบัญชีอนุโลมให้ผู้ขายใช้หลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปเดียวกันสำหรับการขายผ่อนชำระและการเช่าซื้อ  ทั้งนี้เนื่องจากนักบัญชีพิจารณาจาก  เนื้อหาสำคัญกว่ารูปแบบ  ( Substance Over Form )  กล่าวคือ  ผู้ซื้อหรือผู้เช่าซื้อได้ครอบครองและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินนั้นนับตั้งแต่วันที่ตกลงกัน  กระบวนการก่อให้เกิดรายได้สำเร็จแล้ว  สามารถรับรู้กำไรขั้นต้นในงวดที่มีการขาย  การขายแบบการเช่าซื้อสามารถรับรู้กำไรขั้นต้นในงวดที่มีการขาย



การเช่าซื้อ  =  ขายทรัพย์สิน + ให้กู้ยืมเงิน

aod:
ขอบคุณมากๆ ครับ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

ตอบ

ไปที่เวอร์ชันเต็ม