www.avaccount.com > บอร์ดบัญชีและภาษี

การวางแผนภาษีห้างสรรพสินค้า เกี่ยวกับการประกันภัยอย่างไร

(1/2) > >>

ประวิทธ:
การวางแผนภาษีห้างสรรพสินค้านั้นทำเป็นข้อๆได้อย่างไรบ้างครับ

อ้วน:
1. การวางแผนภาษีอากร ( Tax Planning ) คือ การตัดสินใจเตรียมการเพื่อการปฏิบัติในอนาคตเกี่ยวกับภาษีอากรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะให้การเสียภาษีอากรและการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากรขององค์กรเป็นไปโดยถูกต้องและครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฏหมายภาษีอากร และต้องเสียภาษีอากรเป็นจำนวนน้อยที่สุด หรือประหยัดที่สุด



2. วัตถุประสงค์ของการวางแผนภาษี ก็เพื่อ

2.1 ถูกต้องครบถ้วนตามกฏหมาย

ในการวางแผนภาษีอากร ผู้วางแผนจะต้องมีความรู้ความเข้าใจตัวบทกฏหมายอย่างชัดเจนถูกต้อง ไม่หลงลือประเด็นหนึ่งประเด็นใดในตัวบทกฏหมายภาษีอากร ทำให้กิจการเสียภาษีโดยประหยัดและถูกต้อง สิ่งที่ผู้วางแผนภาษีควรคำนึงถึงอย่างหนึ่งก็คือ อย่ามองแง่ใดแง่หนึ่งเพียงแง่เดียว จะต้องมองรายละเอียดของภาษีอากรที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนและถูกต้อง

2.2 ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุด

จะต้องศึกษาข้อกฏหมายที่จะทำให้กิจการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุด โดยการกำหนดทางเลือกในการนำเงื่อนไขทางกฏหมายมาใช้ให้กิจการได้รับประโยชน์สูงสุดและถูกต้องตามกฏหมายด้วย

2.3 ปลอดภัยจากภาระที่อาจจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า

การวางแผนภาษีอากรจะต้องคำนึงถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต หากมุมมองของผู้วางแผนขาดความรอบครอบในการศึกษาตัวบทกฏหมายได้อย่างถูกต้องแล้ว อาจเกิดปัญหาได้ในอนาคต โดยถูกสรรพากรเรียกตรวจสอบและประเมินภาษี

2.4 มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและสมเหตุผล

เมื่อมีการวางแผนภาษีอากรในเรื่องหนึ่งเรื่องใด จะต้องมีการยกกฏหมายมาอ้างอิงชัดเจน สามารถตอบคำถามในปัญหาต่างๆ ได้โดยปราศจากข้อโต้แย้งทางภาษีอากร

2.5 ช่วยในการลดต้นทุน

กิจการที่มีการวางแผนภาษีอากรจะทำให้กิจการสามารถลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นออกไป เช่น การขอรับสิทธิการส่งเสริมการลงทุน เป็นต้น นอกจากจะช่วยในการลดต้นทุนของกิจการแล้ว ยังช่วยในการเพิ่มกำไรสุทธิของกิจการให้สูงขึ้นโดยการอาศัยการวางแผนภาษี



3. กิจการที่มีความประสงค์ที่จะมีการวางแผนภาษีอากร จะต้องมีการศึกษาข้อมูลต่างๆ ก่อนการวางแผนภาษีนะครับ เมื่อเริ่มต้นจะทำการวางแผนภาษีอากรจะต้องการศึกษาความเป็นไปได้ของการวางแผนภาษี เพราะกิจการอาจจะมีการเลือกการวางแผนภาษีเฉพาะด้านเช่น วางแผนภาษีเงินได้นิติบุคคล วางแผนภาษีมูลค่าเพิ่ม วางแผนภาษีธุรกิจเฉพาะ ฯลฯ ผู้วางแผนภาษีอาจจะเลือกวางแผนภาษีบางประเภทก่อน แล้วจึงจะวางแผนภาษีประเภทอื่นที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ดีในการวางแผนภาษีของกิจการ ภาษีอากรที่เกิดขึ้นมักจะมีส่วนที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกันเสมอ ดังนั้นการวางแผนภาษีที่ดีจะต้องคำนึงถึงภาษีทุกตัวที่เกี่ยวข้องกับกิจการรวมไปถึงระบบบัญชีเพื่อให้รองรับและสอดคล้องกันได้ สิ่งสำคัญในการวางแผนภาษีจะต้องมีการรวบรวมข้อมูลของกิจการแล้วนำไปวิเคราะห์ความต้องการเพื่อประโยชน์ในการนำไปใช้ต่อไป



ลำดับขั้นตอนในการวางแผนภาษี

ในการวางแผนภาษีของกิจการ ผู้วางแผนภาษีควรจะวางแผนภาษีที่ประกอบไปด้วยบุคคลหลายสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นด้านบัญชี ผู้สอบบัญชี หรือด้านกฏหมายภาษีอากร หรือกฏหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยนำบุคคลต่างๆ มาจัดตั้งเป็นรูปแบบของคณะกรรมการหรือกลุ่มของผู้เชี่ยวชาญเพื่อจะได้ไม่การสร้างแนวความคิดหรือกรอบขอ่งการวางแผนภาษีให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในการวางแผนภาษีที่ผู้วางแผนภาษีจะต้องนำไปปฏิบัติมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. ศึกษาข้อเท็จจริง

ในการวางแผนภาษีที่ดีนั้น ผู้วางแผนภาษีจะต้องศึกษาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยวางแผนวิเคราะห์ทางเลือกของข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นด้านบัญชี และภาษีอากร ว่ามีผลกระทบใดบ้างที่กิจการจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขนั้น

2. การเตรียมการก่อนการวิเคราะห์ข้อมูล

ในการวางแผนภาษีจะต้องมีการเตรียมข้อมูลที่จะนำมาใช้ในการวางแผนภาษี ที่จะเป็นเครื่องมือช่วยในการหาคำตอบหรือแก้ไขปัญหาด้านภาษีอากร เช่น ประมวลรัษฎากร หนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากร คำพิพากษาฏีกา

3. นำข้อมูลมาวิเคราะห์ปัญหา

เมื่อกิจการได้มีการกำหนดข้อมูลปัญหาที่จะนำมาวางแผนภาษี ผู้วางแผนภาษีจะต้องนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์ปัญหาในแต่ละประเด็น โดยแยกเป็นกรณีศึกษาทางเลือกไว้หลายกรณีด้วยกัน แล้วนำมาเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของแต่ละทางเลือก ซึ่งอาจจะนำปัญหาดังกล่าวไปสอบถามประเด็นภาษีกับทางกรมสรรพากรก็ได้ หากพบว่าไม่สามารถหาคำตอบหรือไม่ชัดเจน หรือมีข้อขัดแย้งที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้

4. การแก้ไขปัญหาตามกรณีศึกษาที่ได้กำหนดไว้

การวางแผนภาษีที่นิยมปฏิบัติกันมากโดยวิธีหนึ่งก็คือ กำหนดปัญหาขึ้นมาหรือที่เรียกว่า กรณีศึกษาขึ้นมา 2 - 3 กรณีด้วยกันเพื่อที่จะได้นำข้อมูลของปัญหาดังกล่าวมาแก้ไขแต่ละประเด็น สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ ผู้วางแผนภาษีจะต้องทราบก่อนว่าอะไรคือปัญหาที่จะต้องเข้าไปวางแผนภาษี และจะสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ในกรณีใดบ้าง มีผลกระทบทางภาษีประเภทใดบ้างที่เข้ามาเกี่ยวข้องในกรณีดังกล่าว

5. การตัดสินใจเลือก

เมื่อมีการวางประเด็นของปัญหาในแต่ละกรณีไม่ว่าจะเป็นข้อดี - ข้อเสียในแต่ละประเภท ตลอดจนภาษีอากรที่มีผลกระทบ ผู้วางแผนจะต้องนำกรณีศึกษาทุกกรณีมาเปรียบเทียบข้อดี - ข้อเสีย หรือจุดเด่นจุดด้อยให้เป็นข้อมูลที่คณะกรรมการวางแผนภาษีที่จะกำหนดเป็นทางเลือกที่จะนำไปให้ถือหฏิบัติต่อไป เมื่อได้ตัดสินใจทางเลิอกใดได้แล้ว ควรจะนำไปตรวจสอบข้อมูลจากบุคคลภายนอกอีกครั้งเช่น ผู้เชี่ยวชาญภาษีอากร หรือสอบถามจากกรมสรรพากร

6. ประเมินผลการนำไปปฏิบัติ

หลังจากผู้วางแผนภาษีได้กำหนดทางเลือกเพื่อนำมาปฏิบัติแล้วจะต้องนำออกมาใช้ ซึ่งจะต้องมีการติดตามผลของการนำไปปฏิบัติว่าเป็นไปตามแผนที่ได้วางไว้หรือไม่ หากมีปัญหาจะได้นำไปแก้ไขปรับปรุงได้ทันท่วงที เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อกิจการ

อ้วน:
1.  เมื่อเข้าใจวัตถุประสงค์แล้วจึงต้องลำดับความเข้าใจดังนี้

1.1  ทำธุรกิจในรูปใด เช่น บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลเป็นต้น

1.2  ประกอบธุรกิจอะไร เช่น  ห้างสรรพสินค้า  ซึ่งก็คือธุรกิจซื้อมา-ขายไปเป็นหลัก และบางผลิตภัณฑ์อาจจะเป็นการจ้างทำขึ้นมาเพื่อขาย  เป็นต้น  

1.3  เมื่อทราบว่าประกอบธุรกิจอะไรแล้ว  ก็จะต้องทำความเข้าใจต่อไปว่า  

-  กิจการจะมีรายรับมาจากอะไร และมีวิธีการรับเงินอย่างไร  เช่น  มีรายได้จากการขายสินค้า หรือรายได้จากค่าเช่าพื้นที่  โดยรับเป็นเช็ค เป็นต้น

-  กิจการจะมีรายจ่ายเป็นอะไรบ้าง และมีวิธีการจ่ายอย่างไร  เช่น  เงินเดือน  จ่ายโดยโอนผ่านธนาคาร  เป็นต้น

1.4  เมื่อเข้าใจว่ามีธุรกรรมอะไรบ้างไม่ว่าจะเป็นทางรายรับ และรายจ่าย  ต้องมีความเข้าใจต่อไปว่า  แต่ละธุรกรรมเหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับภาษีอะไรบ้าง เช่น

- ภาษีเงินได้นิติบุคคล

- ภาษีมูลค่าเพิ่ม

- ภาษีธุรกิจเฉพาะ

- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

- อากรแสตมป์



2.  เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว  ภาษีในแต่ละส่วนก็สามารถที่จะนำไปวางแผนภาษีได้ครับ อยู่ที่เราจะหยิบยกประเด็นไหนมาวางแผนกัน เช่น ผมอาจจะวางแผนภาษีในด้านรายจ่ายของกิจการ   โดยเน้นในเรื่องรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี เป็นต้น

http://www.rd.go.th/publish/5939.0.html#mata65_3

007:
หากมองวิเคราะห์ในเชิงกลยุทธ์ภาษีของห้างบิ๊กซี และร้านค้าปลีก (โชห่วย) ซึ่งเป็นคู่แข่งขันหักเหลี่ยมเฉือนคมกันมานานร่วม 10 ปี นั้น ทั้ง 2 ฝ่ายควรงัดเพลงยุทธ์มาต่อกรต่อกันดังนี้

 1)   ห้างบิ๊กซีฯ  ซึ่งเป็นฝ่ายรุกและครองส่วนแบ่งตลาดสูงกว่า เพราะได้เปรียบในเชิงต้นทุนสินค้าจากการสั่งซื้อล็อตใหญ่ จึงมีอำนาจต่อรองมาก สามารถยืดเครดิตเทอมได้ยาวนานกว่า ซึ่งหากนำกลยุทธ์ฝากขาย (consignment) มาใช้กับ supplier ขนาดใหญ่ ก็จะยิ่งได้เปรียบทั้งในเชิงธุรกิจและการเสียภาษี โดยเฉพาะเรื่อง VAT ตัวห้างบิ๊กซีฯ จะได้สิทธิขอคืนภาษีซื้อจำนวนมาก ก่อนถึงกำหนดชำระหนี้ค่าสินค้า และจะเสียภาษีขาย (output tax) ช้ากว่า คือเมื่อขายได้จริง (cash basis)

ในแง่ของการจัดหน่วยภาษี (tax entity) ซึ่งในปัจจุบันตั้งเป็น 1 บริษัท 47 สาขา ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้องและดีกว่าการแตกหน่วยภาษีเป็น 47 บริษัท ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดความซ้ำซ้อนของรายการค้าและภาระภาษี (เช่น เกิดภาษีซื้อ/ภาษีขายระหว่างกัน หรือกรณีบริษัทย่อยรายใดขาดทุนก็ไม่อาจนำหักกลบกับรายที่มีกำไร ฯลฯ) แล้ว ยังก่อให้เกิด operation costs ที่สูงขึ้นอีกด้วย!

 2)   ร้านโชห่วย  ซึ่งส่งเสียงร้องระงมว่าถูกยักษ์ค้าปลีก (ต่างชาติ) รังแก (เช่น Makro, Tesco Lotus, Big C, Carrefour, 7-Eleven) เพราะไฮเปอร์มาร์เก็ตเหล่านี้มีความได้เปรียบในแทบทุกด้าน เช่น ต้นทุนสินค้า แรงดึงดูดจากความอลังการใหญ่โตสวยงาม และสะดวกซื้อ (ทำเลที่ตั้ง/ที่จอดรถ) และความครบถ้วนของสินค้า (one stop services)

แน่นอนว่า…ถ้าร้านโชห่วย ทั้งหลายในทุกประเทศยังไม่ปรับตัว หรือไม่ปรับกลยุทธ์ใดๆ ก็มีแต่รอวันถูกกลืนหายใต้คลื่นโลกาภิวัฒน์ (FTA)

กลยุทธ์ที่ร้านโชห่วย (SMEs) สามารถงัดมาต่อกร ได้แก่ การฉีกขายสินค้าเฉพาะอย่างที่แตกต่าง เช่น สินค้าสมุนไพร OTOP สินค้านำเข้าเฉพาะอย่างจากจีน/ญี่ปุ่น เป็นต้น ส่วนวิธีลดภาระภาษีอาจทำได้โดยเสาะหารายจ่ายที่เกี่ยวข้องมาตัดจ่ายให้มากที่สุด เช่น กรณีของ home – office หรือ personal expenses ที่เกี่ยวโยงกับธุรกิจ เป็นต้น โดยต้องพยายามหลีกเลี่ยงสงครามราคา (price war) ให้จงได้!





โดย อมรศักดิ์  พงศ์พศุตม์

หกกดก:
รีคนสม้

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

ตอบ

ไปที่เวอร์ชันเต็ม