www.avaccount.com > บอร์ดบัญชีและภาษี

ตัวอย่างการวางแผนภาษีเกี่ยวกับห้างสรรพสินค้ามีไรบ้างคะ

(1/1)

โยเย:
อยากให้แนะนำหรือยกตัวอย่างเกี่ยวกับการวางแผนภาษีของห้างสรรพสินค้า ค่ะ เยอะๆๆได้ยิ่งดีเลยค่ะเอาประมาน150ข้อ

a-man:
ลองอ่านดูนะคุณโยเย  เพื่อจะได้ถึง 150 ข้อ  ผมดูมาจากกระทู้ที่ 03063

http://www.avaccount.com/wb/show.php?No=3063&c=act



1. ให้ทำความเข้าใจก่อนครับว่า สาระสำคัญของการวางแผนภาษี ก็คือ

1.1 เสียภาษีให้ถูกต้อง

1.2 เสียให้สมบูรณ์ ครบถ้วน โดยไม่ถูกประเมินภาษีย้อนหลัง

1.3 เสียให้ประหยัด



2. เมื่อเราทำความเข้าใจหลักสำคัญของการวางแผนภาษีไปแล้ว เราจึงค่อยมาทำความเข้าใจในประเภทของธุรกิจที่เราจะวางแผนต่อครับ

และหากประกอบธุรกิจในรูปของนิติบุคคล ก็น่าจะมีภาษีอากรที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

2.1 ภาษีเงินได้นิติบุคคล

2.2 ภาษีมูลค่าเพิ่ม

2.3 ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

2.4 อากรแสตมป์



ซึ่งภาษีในแต่ละส่วนก็สามารถที่จะนำไปวางแผนภาษีได้ครับ อยู่ที่เราจะหยิบยกประเด็นไหนมาวางแผนกัน เช่น ผมอาจจะวางแผนภาษีในด้านรายจ่ายของกิจการประกันภัย โดยเน้นในเรื่องรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี เป็นต้น

http://www.rd.go.th/publish/5939.0.html#mata65_3



หรือผมอาจจะวางแผนภาษีในส่วนของอากรแสตมป์ ในเรื่องของการทำสัญญา เพราะปกติหากมีการทำกรมธรรม์ประกันภัย ต้องมีการติดอากรแสตมป์ ดูข้อ 6.

http://www.rd.go.th/publish/6162.0.html



3. จึงต้องลำดับความเข้าใจดังนี้

3.1 ทำธุรกิจในรูปใด เช่น บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลเป็นต้น

3.2 ประกอบธุรกิจอะไร เช่น ประกันภัย ก็จะต้องมีความเข้าใจว่า ธุรกิจนี้จะเกี่ยวข้องกับภาษีอะไรบ้าง เช่น

- ภาษีเงินได้นิติบุคคล

- ภาษีมูลค่าเพิ่ม

- ภาษีธุรกิจเฉพาะ

- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

- อากรแสตมป์

3.3 แล้วจึงนำข้อมูลดังกล่าวมาวางแผนภาษีครับ ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนในการวางแผนภาษีได้ที่กระทู้เลขที่ 00168

http://www.avaccount.com/wb/show.php?No=168&c=act

007:
หากมองวิเคราะห์ในเชิงกลยุทธ์ภาษีของห้างบิ๊กซี และร้านค้าปลีก (โชห่วย) ซึ่งเป็นคู่แข่งขันหักเหลี่ยมเฉือนคมกันมานานร่วม 10 ปี นั้น ทั้ง 2 ฝ่ายควรงัดเพลงยุทธ์มาต่อกรต่อกันดังนี้

 1)   ห้างบิ๊กซีฯ  ซึ่งเป็นฝ่ายรุกและครองส่วนแบ่งตลาดสูงกว่า เพราะได้เปรียบในเชิงต้นทุนสินค้าจากการสั่งซื้อล็อตใหญ่ จึงมีอำนาจต่อรองมาก สามารถยืดเครดิตเทอมได้ยาวนานกว่า ซึ่งหากนำกลยุทธ์ฝากขาย (consignment) มาใช้กับ supplier ขนาดใหญ่ ก็จะยิ่งได้เปรียบทั้งในเชิงธุรกิจและการเสียภาษี โดยเฉพาะเรื่อง VAT ตัวห้างบิ๊กซีฯ จะได้สิทธิขอคืนภาษีซื้อจำนวนมาก ก่อนถึงกำหนดชำระหนี้ค่าสินค้า และจะเสียภาษีขาย (output tax) ช้ากว่า คือเมื่อขายได้จริง (cash basis)

ในแง่ของการจัดหน่วยภาษี (tax entity) ซึ่งในปัจจุบันตั้งเป็น 1 บริษัท 47 สาขา ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้องและดีกว่าการแตกหน่วยภาษีเป็น 47 บริษัท ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดความซ้ำซ้อนของรายการค้าและภาระภาษี (เช่น เกิดภาษีซื้อ/ภาษีขายระหว่างกัน หรือกรณีบริษัทย่อยรายใดขาดทุนก็ไม่อาจนำหักกลบกับรายที่มีกำไร ฯลฯ) แล้ว ยังก่อให้เกิด operation costs ที่สูงขึ้นอีกด้วย!

 2)   ร้านโชห่วย  ซึ่งส่งเสียงร้องระงมว่าถูกยักษ์ค้าปลีก (ต่างชาติ) รังแก (เช่น Makro, Tesco Lotus, Big C, Carrefour, 7-Eleven) เพราะไฮเปอร์มาร์เก็ตเหล่านี้มีความได้เปรียบในแทบทุกด้าน เช่น ต้นทุนสินค้า แรงดึงดูดจากความอลังการใหญ่โตสวยงาม และสะดวกซื้อ (ทำเลที่ตั้ง/ที่จอดรถ) และความครบถ้วนของสินค้า (one stop services)

แน่นอนว่า…ถ้าร้านโชห่วย ทั้งหลายในทุกประเทศยังไม่ปรับตัว หรือไม่ปรับกลยุทธ์ใดๆ ก็มีแต่รอวันถูกกลืนหายใต้คลื่นโลกาภิวัฒน์ (FTA)

กลยุทธ์ที่ร้านโชห่วย (SMEs) สามารถงัดมาต่อกร ได้แก่ การฉีกขายสินค้าเฉพาะอย่างที่แตกต่าง เช่น สินค้าสมุนไพร OTOP สินค้านำเข้าเฉพาะอย่างจากจีน/ญี่ปุ่น เป็นต้น ส่วนวิธีลดภาระภาษีอาจทำได้โดยเสาะหารายจ่ายที่เกี่ยวข้องมาตัดจ่ายให้มากที่สุด เช่น กรณีของ home – office หรือ personal expenses ที่เกี่ยวโยงกับธุรกิจ เป็นต้น โดยต้องพยายามหลีกเลี่ยงสงครามราคา (price war) ให้จงได้!





โดย อมรศักดิ์  พงศ์พศุตม์

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

ตอบ

ไปที่เวอร์ชันเต็ม