www.avaccount.com > บอร์ดบัญชีและภาษี

ขอข้อมูลวางแผนภาษี สำหรับการทำธุรกิจ อพาร์ทเม้นท์

(1/7) > >>

พินทอง:
ดิฉันจะสร้างอพาร์ทเม้นท์ ขนาด 36 ห้อง ให้เช่าห้องละ 4500 บาท และตั้งใจว่าจะจดทะเบียนคณะบุคคล 2 คณะ คือ

1.คุณแม่และดิฉัน มีรายได้จากค่าเช่าห้องพักอย่างเดียว

2.ลูก 2 คน มีรายได้จากการบริการส่วนกลาง เช่าเฟอร์นิเจอร์ เช่าแอร์ ร้านค้า(ขายของ ซักอบรีด) และอื่นๆ

โดยดิฉันจะแยกสัญญาเช่าเป็น 2 ฉบับ ระหว่างเช่าห้องพัก กับเช่าเฟอร์นิเจอร์ เช่าแอร์

ดิฉันขอเรียนปรึกษาว่า

1.ที่ดิฉันคิดสามารถทำได้หรือไม่

2.หรือว่าดิฉันควรจะจดทะเบียนเป็นรูปบริษัท

3.และถ้าดิฉันทำเป็นคณะบุคคลแบบที่คิดมีข้อควรระวังอะไรบ้าง

หากมีข้อแนะนำอย่างอื่นอีกรบกวนช่วยบอกด้วยค่ะ ดิฉันไม่รู้จะปรึกษาใคร ขอบคุณมากค่ะ

พินทอง:
ไม่มีใครตอบได้เลยหรอคะ?... อยากรู้จังเลย... ช่วยตอบด้วยค่ะ....

อ้วน:
ใจเย็นๆ ครับคุณพินทอง  ทางเวปยินดีต้อนรับทุกๆ ท่านในการที่จะเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันครับ  เพียงแต่บางท่านก็มีงานประจำที่ต้องรับผิดชอบ  จึงทำให้การเข้ามาแสดงความคิดเห็นแต่ละกระทู้อาจช้าไปบ้าง  แต่ทุกคำถามที่มีเข้ามาในส่วนนี้  จะมีการแสดงความคิดเห็นทุกกระทู้ครับ  เพื่อไม่ให้เสียเวลาเรามาดูทีละประเด็นกันเลยครับ



1.  การสร้างอพาร์ทเมนท์ ขนาด 36 ห้อง ให้เช่าห้องละ 4500 บาท  คิดเป็นรายได้ทั้งปี = 36*4,500*12 =  1,944,000 บาท  ถ้าพิจารณากันแต่ยอดรายได้รวม  มาดูครับว่า  รายได้จำนวนดังกล่าวได้รวมบริการส่วนกลาง เช่าเฟอร์นิเจอร์ เช่าแอร์ ร้านค้า(ขายของ ซักอบรีด) และอื่นๆ หรือยัง  เพราะถ้ารวมแล้วแสดงว่ารายได้ที่ยังไม่ได้วางแผนว่าจะแยก  รายได้ค่าเช่าห้อง กับรายได้ค่าบริการส่วนกลางและอื่นๆ  ออกจากกันจะต้องน้อยกว่ายอดจำนวน 1,944,000 บาท   ซึ่งผมมองว่าน่าจะทำให้อยู่ในรูปของบุคคลธรรมดาดีกว่าครับ  เพราะ  ไม่ต้องมีภาระในแง่ของนิติบุคคล  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจดจัดตั้งบริษัทฯ  การจัดทำงบการเงินและส่งงบการเงิน  ซึ่งจะต้องมีค่าใช้จ่ายตามมาอีก  ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการจัดหาผู้ทำบัญชี  การหาผู้สอบบัญชีตรวจสอบเซ็นงบการเงิน กล่าวโดยรวมแล้วถ้าเป็นนิติบุคคลจะมีภาระหน้าที่และค่าใช้จ่ายที่มากกว่าบุคคลธรรมดาครับ  ส่วนภาระทางภาษีก็ต้องมาดูรายละเอียดกันต่อครับ  (  ถ้ารายได้รวมต่อปี  ไม่เกิน  1,000,000 บาท ผมจะเลือกดำเนินธุรกิจในรูปของบุคคลธรรมดาเป็นอันดับแรก  แต่ถ้าเกินมาก็จะต้องมาพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติมครับ )



2.  การพิจารณาว่าจะดำเนินธุรกิจในรูปของนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา  ให้ดูรายละเอียดดังนี้

2.1  ก่อสร้างอาคารเสร็จหรือยัง  เพราะถ้าการก่อสร้างใกล้จะเสร็จแล้ว  ก็จะทำให้การวางแผนภาษีนั้นยากขึ้นครับเพราะจะมีรายละเอียดบางส่วนที่เราไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้ว

2.2  โฉนดที่ดิน  เป็นชื่อของใคร

2.3  ใบอนุญาตก่อสร้าง  ขอในนามของใคร

2.4  ดำเนินการก่อสร้างเอง  หรือ ว่าจ้างผู้รับเหมาก่อสร้าง  ถ้าว่าจ้างผู้รับเหมา  มีการทำสัญญาหรือไม่  ถ้ามีการทำสัญญานั้นเป็นการทำสัญญาระหว่างใครกับใคร    2.5  และรายละเอียดในสัญญานั้นเป็นการรับเหมาทั้งค่าแรงและค่าของทั้งหมด  หรือ เป็นสัญญารับจ้างเฉพาะค่าแรง  และผู้รับเหมาพร้อมที่จะแสดงว่ามีรายได้จากเราหรือไม่  ( ถ้าผู้รับเหมามีรายได้ต่อปี  ก่อนหักรายจ่ายเกิน 1.8 ล้านบาท  ประมวลรัษฏากรบังคับให้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยครับ )

2.6  แต่ถ้าก่อสร้างเอง  บิลค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างต่างๆ  มีความสมบูรณ์ครบถ้วนหรือไม่ กล่าวคือ  เป็นเอกสารที่สามารถพิสูจน์ผู้รับได้  ดูแล้วน่าเชื่อถือ  ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นบิลใบกำกับภาษี  และระบุชื่อที่อยู่ผู้ซื้อตามใบอนุญาตก่อสร้างหรือไม่  และมีจำนวนครบถ้วนมากน้อยเท่าใด

2.7  บิลที่เป็นค่าเฟอร์นิเจอร์  ค่าแอร์ นั้นซื้อในนามของใคร  และบิลดังกล่าวมีความสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด

2.8  ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มใด  มีความต้องการหลักฐานใบเสร็จจากเรามากน้อยแค่ไหน



3.  ทีนี้มาดูทีละคำถามของคุณพินทองกันครับ

3.1  รบกวนคุณพินทองให้ข้อมูลผม เพิ่มเติมครับ  จึงจะแสดงความคิดเห็นในข้อนี้ได้ครับ

3.2  ถ้ารายได้ไม่สูงมาก  ผมจะเลือกดำเนินธุรกิจในรูปของบุคคลธรรมดาครับ

3.3  จะมีภาระภาษีอีก  2  ตัวที่เข้ามาเกี่ยวข้องคือ

3.3.1  ภาษีโรงเรือน

3.3.2  ภาษีป้าย

สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่กระทู้เลขที่ 01130

http://www.avaccount.com/wb/show.php?No=1130&c=act



ปล. ยินดีต้อนรับเสมอ และดีใจที่ได้รู้จักครับ

พินทอง:
ขอบคุณมากค่ะ คุณอ้วน ข้อมูลเพิ่มเติมมีดังนี้ค่ะ

1.รายได้ห้องละ 4,500 บาท ดิฉันตั้งใจว่าจะแยกสัญญาเช่าเป็น 2 ฉบับ คือ เป็นสัญญาเช่าห้องพัก ประมาณ 2,500 บาท ซึ่งคู่สัญญาจะเป็นระหว่างผู้เช่ากับคณะบุคคลที่มีดิฉันและคุณแม่โดยมีดิฉันเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน(ดิฉันต้องการให้คุณแม่มีส่วนแบ่งในรายได้เพราะต้องเอาเงินสดขอคุณแม่มาลงทุนเพราะธนาคารให้กู้ประมาณ 70 % ขอค่าก่อสร้าง), และเป็นสัญญาบริการ 2,000 บาท ซึ่งคู่สัญญาจะเป็นระหว่างผู้เช่ากับคณะบุคคลที่มีลูก 2 คนโดยมีลูกชายคนโตเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน คุณอ้วนเห็นว่าเป็นอย่างไรค่ะ

2.1 ตอนนี้อยู่ในระหว่างขอกู้ธนาคารอยู่ค่ะ ดิฉันเป็นคนขอกู้ ธนาคารยังไม่อนุมัติค่ะ

2.2 โฉนดเป็นของดิฉันค่ะ

2.3 ใบอนุญาติก่อสร้าง ขอในนามดิฉันค่ะ

2.4 ดิฉันทำสัญญาว่าจ้างผู้รับเหมาก่อสร้าง สัญญาระหว่างดิฉัน กับผู้รับเหมาค่ะ

2.5 ทำสัญญาว่าจ้างผู้รับเหมา แบบรวมค่าแรง ค่าของทั้งหมด โดยถ้าธนาคารอนุมัติเงินกู้มาก็จะเซ็นต์สัญญาว่าจ้าง ดิฉันคิดว่าทางผู้รับเหมาก็คงไม่ได้แจ้งว่าตัวเองมีรายได้ เพราะว่าเขาบอกว่าไม่มีใบเสร็จให้ ถ้าจะเอาใบเสร็จก็จะต้องบวกอีก 7 % แล้วถ้าจะหักภาษี หัก ณ.ที่จ่าย 3% ก็จะต้องจ่ายเอง

2.6 บิลต่างๆ ไม่มีค่ะ เพราะจ้างเหมา

2.7 บิลค่าเฟอร์นิเจอร์ และแอร์ คาดว่าจะให้ออกในนามคณะบุคคล ของลูกชายค่ะ เพราะค่าบริการส่วนนี้เป็นของลูกชาย 2 คน

2.8 ลูกค้าส่วนใหญ่ คาดว่าจะเป็นคนทำงาน นักศึกษา นักเรียน คงไมใครต้องการใบเสร็จค่ะ

3.1 รายได้ค่าเช่าห้องพัก (กรณีเต็มทุกห้อง) คงจะไม่เกิน 36*2,500*12=1,080,000 บาท

3.2 รายได้ค่าบริการเฟอร์นิเจอร์ แอร์ ค่าส่วนกลางฯ (กรณีเต็มทุกห้อง) คงจะไม่เกิน 36*2,000*12=864,000 บาท

3.3 ค่าภาษีโรงเรือน ต้องเสียอย่างไรค่ะ ถ้ากรณี มีผู้อยู่ไม่เต็ม อัตราภาษีเท่าไหร่ และต้องเสียตอนไหนคะ

3.4 ค่าภาษีป้าย ต้องเสียอย่างไร อัตราภาษีเท่าไหร่ และตอนไหนคะ



ขอขอบพระคุณมากค่ะที่ให้คำแนะนำ

พินทอง



อ้วน:
1.  การแยกรายได้ออกเป็น  2  กลุ่มเป็นความคิดที่ดีครับ  แต่การจะปฏิบัติจะต้องมาดูครับ  ตามข้อมูลที่ให้มา  ผมดูว่า  ในส่วนของ

1.1  รายได้ค่าบริการส่วนกลาง เช่าเฟอร์นิเจอร์ เช่าแอร์  โดยจะจดเป็นคณะบุคคล  ซึ่งมีลูก 2 คนโดยมีลูกชายคนโตเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน โดยที่บิลค่าเฟอร์นิเจอร์ และแอร์  จะออกในนามคณะบุคคล   ซึ่งก็จะเหมาะสมที่จะมีรายรับจากส่วนี้ครับ   สามารถทำได้ครับแต่ให้ระวังในเรื่องความสมบูรณ์ของเอกสารด้วยครับ  เพื่อให้คณะบุคคลนี้มีเอกสารที่จะมาลองคำนวณดูว่าจะเลือกเสียภาษีแบบเหมาจ่าย หรือตามจ่ายจริงครับ  



1.2  รายได้ค่าเช่าห้องพัก  โดยที่โฉนดเป็นชื่อของคุณพินทองคนเดียว  และประสงค์จะจดเป็นคณะบุคคลกับคุณแม่  ก็สามารถทำได้  แต่ควรทำก่อนจะมีการก่อสร้าง  โดยให้ระบุในสัญญาจัดตั้งคณะบุคคลให้ชัดเจน  ว่าคุณพินทองลงทุนเป็นที่ดินตามโฉนดเลขที่  และคุณแม่ลงทุนเป็นเงินสดจำนวน บาท เป็นต้น  โดยจะมีการแบ่งผลประโยชน์กันเท่าใด  เป็นต้น  และแนะนำว่าให้ทำสัญญาก่อสร้างกับผู้รับเหมาให้รัดกุม เช่น กำหนดรายละเอียดวัสดุอุปกรณ์ที่จะใช้ในการก่อสร้าง  ระยะเวลาก่อสร้าง  การกำหนดส่งมอบงาน และการตรวจรับงานในแต่ละส่วน  การเบิกจ่ายล่วงหน้า  และความปลอดภัย  เป็นต้น



2.  สัญญาที่ทำกับผู้รับเหมา  ให้คุณพินทอง  ขอเป็นใบกำกับภาษียอมเสียภาษีมูลค่าเพิ่มดีกว่าครับ  จะมีประโยชน์ในแง่ของการคำนวณภาษีครับ  เพราะจะมีเอกสารประกอบรายการที่สมบูรณ์  แม้จะขอคืนภาษีซื้อไม่ได้  แต่ภาษีซื้อก็ถือเป็นต้นทุนของทรัพย์สินได้ครับ



3.  ส่วนภาษีหัก ณ ที่จ่ายไม่ต้องกังวลครับ  เพราะบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งครับ  แต่แนะนำว่าเวลาจ่ายเงินให้กับผู้รับเหมา  พยายามจ่ายเป็นเช็คหรือ โอนผ่านทางธนาคาร  เพื่อให้มีหลักฐานที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ครับ



4.  ภาษีโรงเรือน  จะเสียจากรายได้ค่าเช่า ( อสังหาริมทรัพย์ )  ส่วนรายได้ค่าบริการส่วนกลาง เช่าเฟอร์นิเจอร์ เช่าแอร์  ไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนถ้ามีการทำสัญญาเช่าแยก  เนื่องจากเป็นรายได้จากการให้เช่าสังหาริมทรัพย์  ซึ่งจะเสียในอัตรา 12.5%  ของรายได้ค่าเช่า  ถ้าเช่าไม่เต็มก็เสียตามส่วนครับ  ทั้งภาษีโรงเรือนและภาษีป้าย  รบกวนคุณพินทองอ่านกระทู้ที่  01130

http://www.avaccount.com/wb/show.php?No=1130&c=act



สรุป  ควรดำเนินธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาครับ  และถ้าจะจดเป็นคณะบุคคล  ก็ควรดำเนินการให้เรียบร้อยก่อนก่อสร้าง  และให้เน้นเอกสารประกอบรายจ่ายการก่อสร้างให้สมบูรณ์และครบถ้วนครับ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

ตอบ

ไปที่เวอร์ชันเต็ม