www.avaccount.com > บอร์ดบัญชีและภาษี

ส่งเสริมการขาย

(1/2) > >>

อ้อย:
1.ถ้ากรณีซื้อเครื่งใช้ไฟฟ้า ให้ปีใหม่ และเทศกาลต่าง ๆ จำนวนมากให้ลูกค้าต่าง ๆ จะทำอย่างไรดีที่จะไม่ให้เป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม

2. ถ้าเป็นการส่งเสริมการขาย ยังต้องเสียภาษีขาย ต้องหัก ณ ที่จ่ายอีก 3 % มีวิธีอื่น ช่วยแนะนำได้ไหม

3. ถ้าซื้อสินทรัพย์ บิลไม่ตรงกับ สินทรัพย์ และไม่สามารถเป็นบิลได้เราไม่สามารถรับรู้เป็นสินทรัพย์ ถ้าเราทำเป็นบิลภายในได้ไหม

ช่วยแนะนำด้วยนะคะ



ขอบคุณมากค่ะ

อ้วน:
1.  ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจภาระภาษีของการให้ของขวัญหรือของชำร่วยเป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขาย หรือ ค่ารับรองกันแน่ เนื่องจากมีลักษณะที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งจะเปรียบเทียบภาระทางภาษีได้ดังนี้

1.1 ภาษีซื้อ

1.1.1 ถ้าเป็นค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขาย ภาษีซื้อสามารถขอคืนได้

1.1.2 ถ้าเป็นค่ารับรอง ภาษีซื้อไม่มีสิทธิขอคืน แต่ให้ถือเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ



1.2 รายจ่ายในทางภาษี

1.2.1 ถ้าเป็นค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขาย ให้ถือเป็นค่าใช้จ่ายได้ตามที่จ่ายจริงทั้งจำนวน

1.2.2 ถ้าเป็นค่ารับรอง ต้องไม่เกิน 2,000 บาทต่อคน ส่วนที่เกินถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรสุทธิ



2.  ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) เรื่อง กำหนดลักษณะ และเงื่อนไข ค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษี

ข้อ 2 ค่าตอบแทนที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการดังต่อไปนี้ ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษี

“(6) มูลค่าของสินค้าที่แจกหรือให้เป็นของขวัญ เนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น เทศกาลปีใหม่ เทศกาลสงกรานต์ การเปิดแนะนำสินค้าใหม่ทั้งนี้ เฉพาะสินค้าที่เป็นปฏิทิน สมุดบันทึกประจำวัน (Diary) หรือสินค้าที่มีลักษณะทำนองเดียวกันของขวัญหรือของชำร่วยที่มีชื่อผู้ประกอบการ ชื่อการค้า หรือเครื่องหมายการค้าของผู้ประกอบการปรากฏอยู่ โดยของขวัญหรือของชำร่วยดังกล่าว ต้องเป็นสิ่งของที่พึงให้แก่กันตามประเพณีทางธุรกิจทั่วไป และต้องมีราคาหรือมูลค่าไม่เกินสมควร

http://www.rd.go.th/publish/3399.0.html



3.  จากประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) พอจะสรุปหลักเกณฑ์ได้ 4 ข้อคือ

3.1 ต้องเป็นการแจกเนื่องในพิธี หรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี

3.2 ต้องเป็นสิ่งของที่ให้แก่กันตามประเพณีทางธุรกิจ

3.3 ต้องมีชื่อผู้ประกอบการ ชื่อการค้า หรือ เครื่องหมายการค้าติดอยู่บนของที่ให้ในลักษณะถาวร เช่น พิมพ์ หรือ พ่นสีบนของที่ให้

3.4 มีราคา หรือมูลค่าไม่เกินสมควร ซึ่งกฏหมายไม่ได้กำหนดจำนวนเงินไว้



หากขาดข้อหนึ่งข้อใด จะถือเป็นค่ารับรอง ดังนั้นหากของขวัญหรือของชำร่วยดังกล่าวเข้าหลักเกณฑ์ทั้ง 4 ข้อ เมื่อกิจการได้จ่ายเงินซื้อมาและมีภาษีซื้อเกิดขึ้น ก็มีสิทธิขอคืนภาษีซื้อได้ไม่ต้องห้าม เนื่องจากเป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขาย และไม่มีภาระภาษีขายอันเกิดจากการให้ของขวัญหรือของชำร่วยดังกล่าว



ข้อสังเกตุ ตามหลักเกณฑ์ในข้อ 3.3 ที่ต้องมีชื่อผู้ประกอบการ ชื่อการค้า หรือ เครื่องหมายการค้าติดอยู่บนของที่ให้ในลักษณะถาวร จะเห็นได้ว่า กฏหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องระบุ ที่อยู่ เพียงแค่มีชื่อผู้ประกอบการ ชื่อการค้า หรือ เครื่องหมายการค้า ก็เพียงพอแล้ว

อ้วน:
4.  แต่จากข้อมูลที่ให้มา  มีลักษณะเป็นการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า  จำนวนมากให้ลูกค้าในช่วงเทศกาลต่างๆ  จึงตัดวิธีการบันทึกค่ารับรองออก  เพราะคงไม่เหมาะ  จึงมาดูในเรื่องของสินค้าที่แจกหรือให้เป็นของขวัญ เนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งจะต้องมีองค์ประกอบครบทั้ง 4 ข้อตาม 3.1 - 3.4  ดังนั้นก็ต้องมาดูครับว่าบริษัทซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าอะไร  มีมูลค่าต่อชิ้นเท่าใด  และสามารถที่จะทำให้มีชื่อผู้ประกอบการ ชื่อการค้า หรือ เครื่องหมายการค้าติดอยู่บนของที่ให้ในลักษณะถาวร เช่น พิมพ์ หรือ พ่นสีบนของที่ให้  ได้หรือไม่  หากไม่สามารถทำให้ครบได้ทุกข้อ  ก็ต้องตัดทั้ง 2 วิธีนี้ออกครับ



5.  เมื่อไม่สามารถบันทึกค่าของขวัญหรือของชำร่วยได้  เท่าที่ผมนึกออก ณ ขณะนี้ ก็จะเหลือแต่ทำเป็นของแถม ( Premium )  กล่าวคือ  เป็นสินค้าหรือสิ่งของที่กิจการได้แถมไปพร้อมกับสินค้าที่จำหน่าย  ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) เรื่อง กำหนดลักษณะ และเงื่อนไข ค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษี ข้อ 2  (1) มูลค่าของสินค้าที่แถมพร้อมกับการขายสินค้า หรือการให้บริการไม่ว่าสินค้าที่แถมนั้นจะเป็นสินค้าประเภท และชนิดเดียวกับสินค้าที่ขายหรือบริการที่กระทำหรือไม่ แต่มูลค่าของสินค้าที่แถมจะต้องไม่เกินมูลค่าของสินค้าที่ขายหรือมูลค่าของการให้บริการ

http://www.rd.go.th/publish/3399.0.html



จากหลักเกณฑ์ข้างต้น " ของแถม "  จะไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ ภาษีขาย  ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขดังนี้

5.1  ต้องแถมพร้อมกับการขายสินค้าหรือให้บริการ

5.2  สินค้าที่แถมจะเป็นสินค้าประเภทและชนิดเดียวกับสินค้าที่ขายหรือให้บริการก็ได้

5.3  มูลค่าสินค้าที่แถมต้องไม่เกินมูลค่าสินค้าที่ขาย

5.4  ต้องระบุของแถมในใบกำกับภาษี  โดยระบุปริมาณหรือจำนวนสินค้าที่แถม  แต่ไม่ต้องระบุจำนวนเงิน



แต่วิธีนี้มีข้อเสียในกรณีที่ลูกค้าไม่ต้องการจะโชว์ว่าได้รับของแถม  เพราะทางผู้รับจะต้องบันทึกเป็นสินค้าด้วยครับ



สรุป  จะสามารถลงเป็นอะไรได้นั้น  ต้องมาดูรายละเอียดของกิจการครับว่ามีลักษณะของสินค้าเป็นอย่างไร  ราคาต่อชิ้นมากน้อยอย่างไร  ปริมาณลูกค้าที่จะแจกมากน้อยรายแค่ไหน  เหมาะสมที่จะลงเป็นอะไรได้บ้าง

อ้วน:
6.  ครับถ้าเป็นการส่งเสริมการขายวิธีอื่น  ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และถูกหัก ณ ที่จ่ายอย่างน้อยในอัตรา 3 - 5 %  ณ ขณะนี้ก็ต้องทำเป็นของแถมครับ



7.  กรณีที่หลักฐานการซื้อสินทรัพย์  กับตัวสินทรัพย์  ไม่ตรงกัน  และต้องการจะนำมาบันทึกเป็นสินทรัพย์ของกิจการ  ตามความเห็นส่วนตัว  ผมจะเลือกแก้ตัวเอกสาร  เพราะคงยากที่จะไปหาตัวทรัพย์สินให้ตรงกับหลักฐาน  ดังนั้นหากเป็นทรัพย์สินที่ไม่ใช่ชิ้นใหญ่ และมีมูลค่าสูง  ผมก็จะให้ทำว่าบุคคลได้ขายทรัพย์สินนั้นให้กับกิจการโดยทำเป็นหลักฐานการรับเงิน ( แต่ไม่สามารถใช้ได้ในทุกกรณีนะครับ เช่น หากเป็นการซื้อรถยนต์ , อาคาร หรือที่ดิน เป็นต้น  ก็ไม่เหมาะสมที่จะทำ )

สงสัยจัง:
คุณอ้วนแนะนำดีจัง อย่างนี้ซิถึงเรียกว่าเป็นผู้ให้ที่แท้จริงขอชมจากใจจริงค่ะ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

ตอบ

ไปที่เวอร์ชันเต็ม